มอดินแดงเดือด!

บทความโดย วิศปัตย์ ชัยช่วย
(พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน KKU TIMES ฉบับประจำเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ โดยใช้นามปากกาว่า "หอจอดหมายเหตุองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น)

สำหรับคนที่อยู่ตั้งแต่ ปี ๔ ขึ้นไป (ที่มาสอบสัมภาษณ์โควตา) คงจะยังจำเหตุการณ์ประท้วงอธิการบดี ครั้งล่าสุดได้ นั่นเป็นเหตุการณ์ประท้วงครั้งสำคัญของอีกหน้าประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งนี้

แน่ล่ะ… เหตุการณ์ประท้วงรุนแรงภายในมหาวิทยาลัยมิใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ทว่าเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ…

บทความนี้มิได้มีจุดประสงค์ที่จะรื้อฟื้นเรื่องเก่า ให้เกิดความแตกแยกขึ้น หากแต่มุ่งจะเสนอแง่มุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ มอดินแดง เพื่อเป็นอุทาหรณ์และป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก ดังที่เคยเกิดขึ้นมา…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มาดูกันว่า ณ มอดินแดงแห่งนี้ เคยผ่านเรื่องราวของความขัดแย้งในเหตุการณ์ประท้วงมาแล้วอย่างไรบ้าง

นายพจน์ สารสิน

กรณีหนังสือพิมพ์กาลพฤกษ์: สิงหาคม ๒๕๑๐

ถือเป็นเหตุการณ์การประท้วงครั้งแรกๆ ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ๒๕๑๐ จากที่สโมสรนักศึกษา (สมข.) ซึ่งมีนายอุทัย ผ่านเจริญ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ ๒ เป็นสาราณียกร ได้ออกหนังสือพิมพ์ของนักศึกษาชื่อ “กาลพฤกษ์” และมีการเขียนรูปการ์ตูนล้อเลียน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คือ นายพจน์ สารสิน-อธิการบดี ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ-รองอธิการบดี และ ดร.วิทยา เพียรวิจิตร-คณะบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสียดสีถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากของนักศึกษาสมัยนั้น

ผลที่ตามมา คือ มหาวิทยาลัยได้พิจารณาลงโทษนายอุทัย ผ่านเจริญ ในข้อกล่าวหาว่าออกหนังสือพิมพ์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่พอใจและเดินขบวนเพื่อขอลดหย่อนโทษให้นายอุทัย ผ่านเจริญ ซึ่งก็ทำให้ผู้บริหารต้องปฏิบัติตามนั้น

กรณีพิมล กลกิจ ครั้งที่ ๑: สิงหาคม ๒๕๑๖

ต่อมาในปี ๒๕๑๖ นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ประท้วงขับไล่ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ อธิการบดีในขณะนั้น โดยมีเหตุผลว่าการดำรงตำแหน่งด้านการบริหารเป็นเวลานานของอธิการบดีนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านการบริหาร ด้านวิชาการ และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ผลการประท้วงทำให้นักศึกษาจำนวน ๕ คน ต้องถูกลงโทษพักการเรียนเป็นเวลา ๑ ปี และนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยถูกทำทัณฑ์บนไม่มีกำหนด

ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ

กรณีพิมล กลกิจ ครั้งที่ ๒: ๑๓ กันยายน – ๒ ตุลาคม ๒๕๑๘

พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งเป็นปีที่ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ จะหมดวาระในตำแหน่งอธิการบดี เมื่อมีการหยั่งคะแนนนิยมโดยสภานักศึกษาในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๑๘ ผลปรากฏว่าศาสตราจารย์พิมล กลกิจได้รับความนิยมเป็นอันดับ ๔ คิดเป็นร้อยละ ๒.๕๒ แต่เมื่อสภามหาวิทยาลัยประชุมสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็ได้มีมติให้ศาสตราจารย์พิมล กลกิจ ดำรงตำแหน่งอีกวาระ ทำให้นักษา อาจารย์ ข้าราชการไม่พอใจ และทำการประท้วงวันที่ ๑๓ กันยายน ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๘
ผลคือศาสตราจารย์พิมล กลกิจ ต้องไปดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเพื่อลดกระแสความกดดัน และมีการประกาศใช้ระเบียบการสรรหาอธิการบดี ฉบับใหม่โดยให้นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการ และลูกจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาอธิการบดีด้วย

เหตุการณ์ทั้งสองกรณี เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ศาสตราจารย์ พิมล กลกิจ เป็นอย่างยิ่ง ด้วยสภาพมหาวิทยาลัยสมัยนั้น มีความแร้นแค้นเป็นอย่างมาก ซึ่งท่านก็พยายามแก้ไขแต่ก็ทำได้ไม่คล่องนักด้วยขาดงบประมาณ อีกทั้งคณาจารย์สมัยนั้นซึ่งล้วนเป็นคณาจารย์รุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า จึงอยากเห็นมหาวิทยาลัยพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยาก ศาสตราจารย์ พิมล กลกิจ จึงเผชิญกับแรงกดดันในขณะนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เคยมีผู้พบบันทึกที่ท่านเขียนระบายความในใจว่า ผมบริหารงานแบบนักวิทยาศาสตร์บางครั้งอาจไม่ถูกใจคนที่ไม่มีวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์

กรณีหอพักหญิง: ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ฝ่ายกิจการนักศึกษาได้ออกประกาศเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของหอพักนักศึกษา ที่จะให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ ๒ เป็นต้นไป จับฉลากเพื่อเข้าอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ทั้งหมดก็จะยังจัดให้อยู่ภายในหอพักมหาวิทยาลัยเช่นเดิม การดำเนินการครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับนักศึกษาอย่างมาก เนื่องจากนักศึกษาชายและหญิงส่วนหนึ่งจับฉลากไม่ได้จะต้องออกไปอยู่นอกมหาวิทยาลัย

ต่อมา วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ สโมสรนักศึกษาและสโมสรคณะได้เข้าพบรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เพื่อต่อรองให้จัดนักศึกษาหญิงเข้าอยู่หอพักได้ทุกคนโดยไม่ต้องจับฉลาก เพราะการสำรวจของฝ่ายกิจการนักศึกษาพบว่ามีจำนวนเตียงเพียงพอกับจำนวนนักศึกษา ทั้งนี้รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาได้ขอเข้าประชุมปรึกษากับสำนักงานหอพักก่อน แล้วจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง แต่ปรากฏว่าสำนักงานหอพักประกาศว่าการจับฉลากจะดำเนินไปตามปรกติ ดังนั้นคืนนั้นสโมสรนักศึกษาจึงได้ออกใบปลิวนัดชุมนุมนักศึกษาในวันรุ่งขึ้น

วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นวันที่กำหนดให้มีการจับฉลากของนักศึกษาหญิง ปรากฏว่าไม่มีใครไปจับฉลาก และมีนักศึกษาหญิงจำนวนหนึ่งไปชุมนุมเรียกร้องงดการจับฉลาด และให้มหาวิทยาลัยจัดหอพักให้นักศึกษาหญิงได้เข้าพักทุกคนในปีการศึกษา ๒๕๒๕ และเดินขบวนไปชุมนุมที่หน้าตึกอธิการบดี พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้องต่อมหาวิทยาลัย ๒ ข้อ ผลคือมหาวิทยาลัยยอมรับการจัดหอพักให้นักศึกษาหญิงได้พักโดยไม่ต้องจับฉลาก

กรณีธันวาหน้าทำเนียบ: ๙ – ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๕

ศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๒ – ๑ มกราคม ๒๕๒๓ และ ๒ มกราคม ๒๕๒๓ เป็นสมัยที่ ๒ ซึ่งกำลังจะหมดวาระลงในเดือนมกราคม ๒๕๒๖ ปรากฏว่าในเดือนสิงหาคม ๒๕๒๕ นักศึกษาร่วมกับอาจารย์ส่วนหนึ่งเริ่มรณรงค์เพื่อขอมีส่วนร่วมในการสรรหาอธิการบดี การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษาและประชากรส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัย

แต่ผลที่สุด เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ ศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร เป็นอธิการบดีตามข้อเสนอของทบวงมหาวิทยาลัย และเตรียมที่จะทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

ดังนั้น ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๕ นักศึกษาจึงหยุดเรียนและประท้วงเงียบในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งส่งตัวแทน ๔๒ คน นำโดยนายสมเกียรติ คนชาญ นายกสโมสรนักศึกษา มาปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและยื่นข้อเสนอ ๓ ข้อมาให้นายกรัฐมนตรี คือ ๑. ให้ระงับการทูลเกล้าฯ เสนอชื่อศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร อธิการบดี ๒. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี และ ๓. แก้ไขระเบียบสรรหาอธิการบดีที่ล้าหลัง
๙ ธันวาคม ๒๕๒๕ นักศึกษาเดินทางด้วยรถไฟและรถบัสมาสมทบที่ทำเนียบนับพันคน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเรื่องของสภามหาวิทยาลัยจะต้องตัดสิน

ต่อมา ศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร ได้ออกคำสั่งปิดมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ ๙ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๕ และให้นักศึกษาทุกคนออกจากมหาวิทยาลัย

๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ มีนักศึกษาเดินทางมาสมทบที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกประมาณ ๒๐๐ คน และมีนักศึกษา ๑๗ คนโกนหัวประท้วง และยืนยันจะนั่งที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อรอการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ตัวแทนนักศึกษาได้ยื่นหนังสือถึงศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร ให้ถอนตัวจากการดำรงตำแหน่งอธิการบดี

๑๒ ธันวาคม ๒๕๒๕ นักศึกษาออกจดหมายเปิดผนึกแถลงถึงสาเหตุการประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๕ ประชาชนจังหวัดขอนแก่นประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนจากอำเภอต่างๆ เดินทางมาชุมนุมประท้วงนักศึกษาที่หน้าเทศบาลเมืองขอนแก่น และอภิปรายโจมตีว่านักศึกษาก่อความไม่สงบเรียบร้อย

๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๕ จากการประชุมสภามหาวิทยาลัย ที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบการเลือกสรรอธิการบดีใหม่ โดยให้รับฟังข้อคิดเห็นของบุคลกรฝ่ายต่างๆ และให้มีการหารือกันอย่างใกล้ชิด และเมื่อศาสตราจารย์นายแพทย์กวี ทังสุบุตร หมดวาระแล้ว จะแต่งตั้งนายเทอด เจริญวัฒนา รักษาการอธิการบดี และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก แถลงเพิ่มเติมว่าจะไม่มีการแต่งตั้งอธิการบดี จนกว่าจะมีการแก้ไขระเบียบการเลือกสรรอธิการบดี และมหาวิทยาลัยจะไม่เอาผิดกับนักศึกษาที่มีส่วนร่วมในการชุมนุมครั้งนี้

หลังจากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นักศึกษาจึงเดินทางกลับโดยรถของบริษัท ขนส่ง จำกัด จำนวน ๑๒ คัน ซึ่งทางราชการจัดหาให้

กรณีวิทยานิพนธ์: ๒๐ – ๒๘ สิงหาคม ๒๕๓๓

เหตุการณ์ประท้วงกรณีวิทยานิพนธ์นี้ค่อนข้างพิเศษและแตกต่างจากกรณีอื่นๆ เพราะการประท้วงครั้งนี้ลุกลามใหญ่โต ด้วยเหตุผลแห่งศักดิ์ศรี ที่ชาวมอดินแดงต่างผนึกกำลังกันตอบโต้กับคู่กรณีที่มิใช่คนภายในมหาวิทยาลัย หากแต่เป็นกับสื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่างมติชน
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มีอยู่ว่า หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๓ ได้พาดหัวข่าวว่า

จัดประกวด “เจ้าโลก”
เพลินรักไม่อายฟ้าดิน
นิสิตปริญญาโทฯจุฬา เสนอวิทยานิพนธ์เด็ด
วงวิขาการตะลึง เจาะลึกชีวิตน.ศ.มหาวิทยาลัย
ขอนแก่น รอบด้านถึงกึ๋น เผยประเพณีลับสุดยอด
ของหนุ่ม-สาว มอดินแดง มีทั้งประกวดอวัยวะเพศ
กินเนื้อหมาทอดกระเทียม วุ่นเซ็กส์ในห้องน้ำ-
ดาดฟ้าตึกเรียน

พาดหัวข่าว นสพ.ไทยรัฐ

ตามด้วย เนื้อหาข่าวที่ระบุว่านิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีการระบุถึงพฤติกรรมการเที่ยวโสเภณีของนักศึกษาชาย, การจับไก่โดยไปตีสนิทกับผู้หญิงแล้วพามายังหอพักมหาวิทยาลัยแล้วร่วมหลับนอนตามลำดับอาวุโส, งานชมจันทร์ที่มีการประกวดพญาจอบ หรืออวัยวะเพศ และการนำเนื้อสุนัขมาทอดกระเทียมพริกไทยกินแกล้มเหล้า, การส่องสัตว์หรือการไปซุ่มดูนักศึกษาชายหญิงพลอดรัก และหลายครั้งที่พบนักศึกษาชายหญิงร่วมเพศกัน ในสถานที่ต่างๆ เช่นสนามเทนนิส, ห้องเรียนสาธิตมอดินแดง, ดาดฟ้าอาคารเรียนตึกชีววิทยา, โรงยิม, สระพลาสติก, ตึกฟิสิกส์, ตึกคณะมนุษยศาสตร์ฯ, หลังคณะเกษตร

เมื่อหนังสือพิมพ์ลงวางแผงในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นในมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสังคมภายนอกมองมหาวิทยาลัยขอนแก่นตามสภาพที่หนังสือพิมพ์เสนอข่าว ทำให้ได้รับความเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักศึกษาหญิง มข. ถูกมองในภาพลบอย่างมาก

จึงเกิดการรวมตัวประท้วงจากพรรคนักศึกษาในขณะนั้น โดยออกประกาศประณามการกระทำของ หนังสือพิมพ์-นิสิตปริญญาโท-อาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์
ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ก็ยังเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งเท่ากับโยนไม้เข้ากองไฟ ทำให้นักศึกษามข.ผู้รักศักดิ์ศรีรวมตัวกันที่เนินKKU (คอมเพล็กซ์ฝั่งองค์การนักศึกษาปัจจุบัน) จำนวนกว่า๓๐๐๐ คน มีการเรียกร้อง ปลุกระดม และอภิปรายต่อกรณีดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน ยิ่งดึกนักศึกษาก็ยิ่งเข้ามาสมทบมากขึ้นจนเต็มสนาม

จนในที่สุด ตี๔ ของวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๓ รถบัสจำนวนกว่า ๑๖ คันที่เต็มไปด้วยนักศึกษาที่ไม่พอใจก็เคลื่อนออกจากมข.เพื่อมุ่งตรงลงไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์ดังกล่าว

เล่ากันว่าเมื่อมาถึงบริเวณอำเภอพล ปรากฎว่ามีการนำเอารถบรรทุกมาขวางทางไว้มิให้นักศึกษาลงไปประท้วงได้ นักศึกษาทั้งหมดจึงตัดสินใจลงจากรถแล้วล้อมรถบรรทุกไว้ จากนั้นก็ร่วมกันร้องเพลงมหาวิทยาลัยเสียงดังกระหึ่ม จนคนขับรถบรรทุกต้องยอมเปิดทางให้นักศึกษาแต่โดยดี
เมื่อมาถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ก็เข้าล้อมสำนักงานไว้ด้วยอาการสงบและมีการส่งตัวแทนเข้าเจรจา

ผลที่สุดหนังสือพิมพ์ยอมระงับการเสนอข่าวและลงประกาศขอขมาแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในหน้า ๑ ของหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๓
นักศึกษาทั้งหมดพอใจจึงได้สลายตัว พร้อมกับชัยชนะในการปกป้องศักดิ์ศรีแห่งมอดินแดงอีกครั้ง

รศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ

กรณีปริญญา จินดาประเสริฐ: ๖ – ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒

การประท้วงกรณี รศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ถือเป็นการประท้วงครั้งล่าสุด และโด่งดังที่สุดก็ว่าได้ สาเหตุของการประท้วงมาจากการที่นักศึกษาไม่พอใจที่รศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ได้รับการสรรหาให้เป็นอธิการบดีเป็นสมัยที่ ๒ กระแสการต่อต้านเริ่มขึ้นในวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ โดยมีแกนนำเป็นหัวหน้าพรรคนักศึกษา คือ พรรคอธิปัตย์ และพรรคแกนประชาธิปไตย พานักศึกษาประมาณ ๒๐๐ คน แห่โลงศพที่มีชื่อ รศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ ทั่วมหาวิทยาลัยและเผาเป็นการประท้วง

๗ มกราคม ๒๕๔๒ นักศึกษาแกนนำ ๕ คน ตัดสินใจอดข้าวประท้วง

เหตุการณ์ยืดเยื้อจนกระทั่งวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๒ เมื่อตัวแทนนักศึกษาได้เดินทางเข้าไปยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกร้องให้ยกเลิกผลการเลือกสรรอธิการบดี

แต่เหตุการณ์เริ่มรุนแรงและบานปลายมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๒ นักศึกษากว่า ๕๐๐ คน เข้ายึดตึกอธิการบดี แล้วเข้าล็อกตัว ผศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร ซึ่งรักษาการอธิการบดี และยื่นข้อเรียกร้อง ๓ ข้อ คือให้มีการหยั่งเสียงเลือกตั้งใหม่ ให้หยุดเรียนเป็นเวลา ๒ วัน และให้ลงนามจะไม่เอาผิดกับนักศึกษา ซึ่ง ผศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร ได้ชี้แจงว่าไม่สามารถทำได้ เพราะต้องรออำนาจจากที่ประชุมคณบดีเสียก่อน ทั้งนี้ นักศึกษาก็ยอมให้มีการประชุมคณบดีเพื่อหาข้อสรุปที่อาคารแก่นกัลปพฤกษ์ แต่ยังไม่ทันได้ข้อสรุปก็เกิดเหตุชุลมุนขึ้น เมื่อเกิดไฟฟ้าดับนาน ๒ นาที ผศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร ได้อาศัยช่วงนี้หลบหนี แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะนักศึกษาไหวตัวทันและเข้าล้อมตัวผศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร ไว้ได้

บรรยากาศในช่วงนี้เริ่มตึงเครียดมากขึ้น นักศึกษาก็พากันทยอยมาชุมนุมบริเวณสนามเทนนิส จำนวนกว่า ๓,๐๐๐ คน ในที่สุด ผศ.นพ.สุชาติ อารีมิตรก็ได้ประกาศลาออกในเวลา ๐๒.๐๐ น. ของวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ นักศึกษาจึงได้สลายตัว

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดความแตกแยกในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ทั้งในฝ่ายของอาจารย์และนักศึกษา และผลกระทบก็ยังยืดเยื้ออยู่ในชั้นศาลจนบัดนี้

บทสรุป

การประท้วงในมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นมีอยู่หลายสาเหตุ สำหรับสาเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดและรุนแรงที่สุดคือการประท้วงอธิการบดี ซึ่งเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น อย่างน้อย ๔ ครั้ง

โดยเฉลี่ยในมอดินแดงแห่งนี้จะมีการประท้วงประมาณ ๔ ครั้งต่อปี

และปีนี้ ก็ครบ ๔ ปีแห่งการประท้วงพอดี
คงหวังลึกๆ แต่เพียงว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย. 

Related Posts: