จากจักรพรรดิเป็นสามัญชน: อวสานโอรสสวรรค์

สมเด็จพระจักรพรรดิชิงเกาจง (เฉียนหลง)

เมื่อจักรพรรดิชิงเกาจงสละราชบัลลังก์ในปี 1795 ยุคทองคังเฉียนของก็ถือว่าสิ้นสุดลง ความถดถอยเริ่มปรากฏแก่ราชสำนักชิง ความมั่งคั่งรุ่งเรืองที่สั่งสมมาตั้งแต่รัชศกคังซีและยงเจิ้งถูกใช้หมดไปกับการทำสงคราม การบำรุงรักษากองทัพ การเสด็จประพาสเจียงหนาน การก่อสร้างพระราชวัง และการใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย มิหนำซ้ำการที่ชิงเกาจงไว้วางใจขุนนางใหญ่บางคนยังเปิดช่องให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้บั่นทอนอำนาจและบารมีของจักรพรรดิ กัดกินรากฐานของจักรวรรดิไปทีละน้อย และกระตุ้นให้เกิดแรงต่อต้านและการลุกฮือของราษฎรทั้งใต้หล้าในระยะต่อมา

ปัญหาทั้งจากภายในและภายนอกจักรวรรดิเริ่มรุมเร้าช่วงกลางราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามฝิ่นกับจักรวรรดิอังกฤษในรัชศกเต้ากวง (道光) ของจักรพรรดิชิงเซฺวียนจง (清宣宗) กบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว (太平天国) และสงครามพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศส หรือสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (第二次鸦片战争) ในรัชศกเสียนเฟิง (咸丰) ของจักรพรรดิชิงเหวินจง พอถึงยุคที่พระนางฉือสี่ไท่โฮ่วว่าราชการหลังม่านจักรวรรดิจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจและมีอิทธิพลแผ่ไพศาลทั่วเอเชียกลับอ่อนแอไร้พิษสงประหนึ่ง “คนป่วยแห่งเอเชียบูรพา” (东亚病夫) ปลายรัชศกกวางซฺวี่ (光绪) ของจักรพรรดิชิงเต๋อจง จีนทำสงครามกับญี่ปุ่นและพ่ายแพ้ยับเยิน ซ้ำยังต้องเผชิญหน้ากับพันธมิตรแปดชาติ อันได้แก่ อังกฤษ อเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรีย รัสเซีย และญี่ปุ่น เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้จีนต้องชดใช้เงินเป็นค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล ซ้ำยังต้องสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนของตนให้แก่ต่างชาติ

สมเด็จพระจักรพรรดิเสฺวียนถ่ง (อ้ายซินเจฺหวหลัว ผู่อี๋)

ก่อนที่พระนางฉือสี่จะสิ้นใจได้บัญชาให้ปลงพระชนม์จักรพรรดิชิงเต๋อจง แล้วยกเอาโอรสวัย 2 ปี 10 เดือนขององค์ชายฉุน (醇亲王) ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 10 ของราชวงศ์ชิง เปลี่ยนรัชศกเป็นเสฺวียนถ่ง (宣统) เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปตามพระนามจริงว่าผู่อี๋ (溥仪) มีองค์ชายฉุนและพระพันปีหลวงหลงยฺวี่ (隆裕皇后)-พระอัครมเหสีของจักรพรรดิกวางซฺวี่-เป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทว่าจักรพรรดิเสฺวียนถ่งได้รับอาณัติสวรรค์ในยุคที่บ้านเมืองขุ่นเคืองเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า อาณาประชาราษฎร์สิ้นศรัทธาต่อราชสำนัก ทั้งยังมีภัยทั้งจากภายในและภายนอก

สมาพันธ์ถงเหมิง (同盟会) ซึ่งนำโดยซุนจงซาน/ซุนยัดเซ็น (孙中山) ที่เริ่มเคลื่อนไหวและก่อความสงบในแถบภาคใต้ตั้งแต่ปลายรัชศกกวางซฺวี่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ. 1911 ความพยายามกวาดล้างกลุ่มปฏิวัติอย่างหนักหน่วงของราชสำนักชิงส่งผลให้เกิดการต่อต้านไปทั่วแผ่นดิน เดือนตุลาคมปีนั้นเกิดการจลาจลอู่ชาง (武昌起义) มณฑลหูเป่ย คณะปฏิวัติเข้ายึดที่ทำการมณฑลและประกาศตั้งตนเป็นอิสระ เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการลุกฮือในมณฑลอื่นอีกมากมาย ต่อเหตุการณ์นี้ ราชสำนักชิงได้ส่งหยวนซื่อไข่ (袁世凯) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นำกองทัพเข้าปราบปราม ทว่าหยวนซื่อไข่กลับลอบเจรจากับกลุ่มปฏิวัติ ว่าหากตนสามารถบีบบังคับให้จักรพรรดิเสฺวียนถ่งสละราชบัลลังก์ได้ กลุ่มปฏิวัติจะต้องแต่งตั้งตนให้เป็นประธานาธิบดี

ซุนจงซาน ผู้นำการปฏิวัติซินไฮ่

ในวันที่ 29 ธันวาคม 1911 ผู้แทนจากมณฑล 17 แห่งที่ประกาศตนเป็นอิสระได้ร่วมประชุมกันที่หนานจิง แล้วลงมติเลือกซุนจงซานเป็นประธานาธิบดี ประกาศให้วันที่ 1 มกราคม 1912 เป็นวันสถาปนาสาธารณรัฐจีน (中华民国) พร้อมทั้งเรียกร้องให้จักรพรรดิเสฺวียนถ่งสละราชบัลลังก์

ท้ายที่สุด ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1912 ด้วยมิอาจต้านทานกระแสการปฏิวัติของอาณาประชาราษฎร์ในใต้หล้าได้และด้วยแรงบีบบังคับของหยวนซื่อไข่ จักรพรรดิเสฺวียนถ่งในวัย 6 ปีก็ประกาศสละราชบัลลังก์ ถือเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ที่ยาวนานเพียง 3 ปี ถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองแผ่นดินของราชวงศ์ชิงของชาวหม่านจู๋ที่ยาวนาน 267 ปี และถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบจักรวรรดิภายใต้องค์จักรพรรดิที่ยาวนานกว่า 2,000 ปี

เหตุการณ์นับตั้งแต่การจลาจลอู่ชางจนถึงการล่มสลายของราชวงศ์ชิง ได้รับการขนานนามว่าการปฏิวัติซินไฮ่ (辛亥革命)

หยวนซื่อไข่ จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจีน

เมื่อจักรพรรดิสละราชบัลลังก์แล้ว หยวนซื่อไข่ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวในระหว่างที่กำลังจัดตั้งคณะรัฐบาล ทว่า หยวนซื่อไข่ได้ฉวยโอกาสตั้งคนสนิทเป็นนายกรัฐมนตรีและกุมอำนาจการบริหารประเทศทั้งหมด ซุนจงซานและคณะจึงดำเนินการเคลื่อนไหวและก่อการปฏิวัติครั้งที่ 2 แต่กลับล้มเหลว หยวนซื่อไข่จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งกว่าเดิม

แม้โดยทั่วไปจะถือว่าเสฺวียนถ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิจีน แต่ยังปรากฏจักรพรรดิอีกผู้หนึ่งซึ่งคือหยวนซื่อไข่นั่นเอง ปลายปี 1915 หยวนซื่อไข่เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการเสนอให้ลงคะแนนเสียงรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และให้หยวนซื่อไข่ขึ้นครองราชย์ ผลปรากฏว่าเห็นชอบ 1,933 เสียงต่อ 0 เสียง หยวนซื่อไข่จึงประกาศสถาปนาจักรวรรดิจีน (中华帝国) ขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 1916 ใช้ชื่อรัชศกว่าหงเสี่ยน (洪宪) อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิจีนและระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นี้กลับได้รับกระแสต่อต้านจากประชาชนทั่วประเทศ จนในที่สุดในวันที่ 22 มีนาคม 1916 หยวนซื่อไข่จำต้องยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเช่นเดิม จักรวรรดิใหม่นี้จึงมีอายุไม่ถึง 3 เดือน

ผู่อี๋ ขณะดำรงตำแหน่งจักรพรรดิคังเต๋อแห่งหม่านโจวกั่ว

หลังจากการปฏิวัติซินไฮ่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศจีนไร้เสถียรภาพเรื่อยมา เพราะมีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์อาจพลิกผันได้ตลอดเวลา ในปี 1917 กลุ่มผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิงได้นำกองกำลังเข้ายึดกรุงเป่ย์จิงและบังคับให้ประธานาธิบดียุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจให้แก่ราชวงศ์ คณะก่อการได้อัญเชิญจักรพรรดิเสฺวียนถ่งขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ทว่าครองราชย์ได้เพียง 12 วันระหว่างวันที่ 1-12 กรกฎาคม 1917 รัฐบาลก็นำกองกำลังเข้าปราบปรามแล้วยึดอำนาจการปกครองประเทศคืน

ปกนิตยสารไทม์ เป็นภาพล้อ "เฮนรี ผู่อี๋" จักรพรรดิหุ่นเชิดของญี่ปุ่น

นับตั้งแต่เหตุการณ์ถวายคืนพระราชอำนาจเป็นต้นมา ผู่อี๋ก็ไม่เคยได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกรอีกเลยตลอดชีวิต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์ได้รับการอุปโลกน์จากรัฐบาลญี่ปุ่นให้เป็นจักรพรรดิแห่งหม่านโจวกั๋ว (满洲国) อันเปิดดินแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่ญี่ปุ่นยึดครองได้ ใช้ชื่อรัชศกว่าต้าถง (大同) และคังเต๋อ (康德) ตามลำดับ แต่ตลอดห้วงเวลาระหว่างปี 1932-1945 นั้นพระองค์หาได้มีอำนาจอย่างแท้จริงไม่ เป็นแต่เพียงหุ่นเชิดให้รัฐบาลญี่ปุ่นเท่านั้น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น กองทัพสหภาพโซเวียตบุกเข้าหม่านโจวกั๋วและจับจักพรรดิคังเต๋อเป็นเชลยศึกไว้ที่ไซบีเรีย ต่อมาในปี 1949 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเหมาเจ๋อตงได้เจรจาให้รัฐบาลสหภาพโซเวียตส่งตัวผู่อี๋กลับจีน เขาถูกกุมขังไว้ที่ศูนย์บริหารอาชญากรสงครามฝู่ซุ่น มณฑลเหลียวหนิง เพื่อเรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับระบอบการปกครองและสังคมใหม่ ลุปี 1959 ผู่อี๋จึงได้รับอนุญาตให้มาใช้ชีวิตและทำงานที่สวนพฤกษชาติ ณ กรุงเป่ย์จิง จากนั้นในปี 1964 ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน จนกระทั่งเสียชีวิตเยี่ยงสามัญชนในปี 1967

บทส่งท้าย

ผู่อี๋ ขณะเป็นสามัญชน (ถ่ายเมื่อ ศ.ศ. 1964)

จักรพรรดิจีนก็เหมือนบุคคลโดยทั่วไปมีทั้งดีและร้าย มีทั้งยิ่งใหญ่และตกต่ำ มีทั้งห้าวหาญและอ่อนแอ ซึ่งล้วนแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม

เมื่อฉินสื่อหวงสถาปนาจักรวรรดิจีนขึ้นในปี 211 ก่อนคริสตกาล พระองค์วาดฝันไว้ว่าจักรวรรดิที่เพียรสร้างขึ้นกับมือนั้นจะอยู่ยงคงกระพันไปชั่วนิจนิรันดร์ ทว่าการณ์กลับไม่ได้เป็นไปดังที่พระองค์คาดคะเน เพราะจวบจนจักรพรรดิเสฺวียนถ่งสละราชบัลลังก์ในปี 1912 นอกจากจะมีจักรพรรดิทั้งหมดราว 564 องค์จากที่ฝันไว้ว่าจะมีกว่าหมื่นองค์แล้ว จักรพรรดิเกือบทั้งหมดยังไม่ได้สืบสายเลือดของราชวงศ์ฉิน มิหนำซ้ำบางคราวชนชาติป่าเถื่อนยังได้รับอาณัติสวรรค์กลายเป็นจักรพรรดิอีกด้วย

กระนั้น ใช่ว่าจะเหตุการณ์จะดำเนินไปในแง่ร้ายเท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลากว่าสองพันปียังปรากฏเรื่องดีที่ฉินสื่อหวงไม่ได้คาดไว้ด้วย อาณาเขตของจักรวรรดิจีนแผ่ไพศาลกว่าเมื่อแรกสร้างมาก ยิ่งไปกว่านั้นอิทธิพลทางการเมือง การค้า และวัฒนธรรมของจักรวรรดิจีนยังแพร่ไปทั่วทุกมุมโลกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เอกสารอ้างอิง

โจวจยาหรง. (2547). ประวัติศาสตร์จีน. (วิไล ลิ่มถาวรานันนต์; ศรีวิกาญจน์ กุลยานนท์ และเอกสัณห์ ชินอัครพงศ์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.

โจวเจี้ยน. (2553). ประเทศจีนโดยสังเขป. (กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์, ผู้แปล). ขอนแก่น : สถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

ต้วน ลีเซิง. (2529). พลิกต้นตระกูลไทย: ประวัติศาสตร์ไทยในทัศนะของชาวจีน. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย.

ทวีป วรดิลก. (2551). ประวัติศาสตร์จีน. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.

ภูวดล ทรงประเสริฐ. (2550). รากเหง้าอิทธิพลการค้าจีนในอุษาคเนย์. กรุงทเพฯ : ยูเรก้า.

_____________. (2550). รากเหง้าอิทธิพลการเมืองจีนในอุษาคเนย์. กรุงทเพฯ : ยูเรก้า.

เล่า ชวน หัว. (2551). หลากหลายฮ่องเต้เด็ก. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย.

วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์. (2544). พงศาวดารจีนเลียดก๊ก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ต้นไม้.

Bai Shouyi. 2005. An Outline History of China. 3rd Ed. Beijing : Foreign Language Press.

Ebrey, Patricia Buckley. (1999). The Cambridge Illustrated History of China. New York : Cambridge University Press.

Keay, John. (2009). China: A History. London : Haper Press.

Kleeman, Terry & Barrett, Tracy. 2005. The Ancient Chinese World. New York : Oxford University Press.

Ma Yan. (2009). Chinese Emperors: From the Xia Dynasty to the Fall of the Qing Dynasty. New York : Fall River Press.

Man, John. (2007). The Terracotta Army: China’s First Emperor and the Birth of a Nation. London : Bantam Press.

Menzies, Gavin. (2008). 1434 The Year a Magnificent Chinese Fleet Sailed to Italy and Ignited the Renaissance. London : HaperCollins.

Paludan, Ann. (2008). Chronicle of the Chinese Emperors: the Reign-by-Reign Record of the Rulers of Imperial China. London : Thames & Hudson.

Roberts, J. A. G. (2006). A History of China. New York : Palgrave MacMillian.

© 2011 กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์.
สงวนลิขสิทธิ์สำหรับวัตถุประสงค์ทางการค้า. 

Related Posts: