Archive for July, 2011

"Weerachon" VS "wiraja"

วิวาทะ “สอบกลางภาค” เดือด “Weerachon” ปะทะ “Wiraja”!

1

"Weerachon" VS "wiraja"

ในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นช่วงการสอบกลางภาคสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น บรรยายกาศทางวิชาการในสถาบันอุดมศึุกษาแห่งนี้คึกคักยิ่ง นักศึกษาทุกชั้นปีต่างตั้งหน้าตั้งตาทบทวนตำราเรียน ตั้งอกตั้งใจติวหนังสือค่ำยันเช้า และตั้งจิตอธิษฐานขอพรเจ้าพ่อมอดลบันดาลให้การสอบลุล่วงไปด้วย “เอ”

ทว่า บรรยายกาศอันคึกคักนั้นหาได้ปรากฏในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น ในโลกเสมือนจริงอย่าง “เฟซบุ๊ค” ก็มีความหฤหรรษ์ไม่แพ้กัน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทบทวนเนื้อหา และเก็งแนวข้อสอบกันผ่านกลุ่มต่างๆ โลกออนไลน์อย่างถ้วนทั่ว ก่้อนวันสอบนักศึกษาต่างบรรยายความตื่นเต้น ความพร้อม และความมุ่งมั่นของตนผ่านแป้นคีย์บอร์ด และเมื่อการสอบในวิชาหนึ่งๆ ผ่านพ้นไปแล้ว นักศึกษาก็กลับมาสาธยาย “ความประทับใจ” ที่ได้รับจากห้องสอบ สุขบ้าง เศร้าบ้าง เฮฮาบ้าง ขึงขังบ้าง คละเคล้ากันไป

Wiraja Panyaonyone

Weerachon Zhang

นักศึกษาวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมแสดงความประทับใจในการสอบกลางภาคบนโลกเสมือนจริงไม่ต่างจากนักศึกษาคณะิอื่น

ยกตัวอย่างหน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊คของกลุ่ม “Cola Local Government #2” มีการ “ระบายความรู้สึก” อย่างคึกคักและมีสีสันยิ่ง โดยนักศึกษาส่วนใหญ่มักบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นร้อยแก้ว ขณะที่นักศึกษาจำนวนหนึ่งใช้พรรณาโวหารผ่าน “บทร้อยกรอง” อย่างจับจิตจับใจ พร้อมทั้งมีการ “ปะทะคารม” กันอย่างเมามัน

อย่างไรก็ดี มีคนคู่หนึ่งที่ “ปะทะคารม” กันผ่านบทร้อยกรองได้ดุเดือดสมน้ำสมเนื้อก็คือคู่ระหว่างศิษย์กับครู “Weerachon Zhang” กับ “Wiraja Panyaonyone

เพื่อมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเลือนหายไปพร้อมกาลเวลา จึงได้รวบรวมเอา “วิวาทะ” ระหว่าง “Weerachon Zhang” กับ “Wiraja Panyaonyone” มาบันทึกไว้ ณ ที่นี้

เชิญทัศนา… (more…)

ปกนิตยสาร KKU Times ปีที่ 1 ฉบับที่ 4

“อีสานชวนหัว” ตอน “เลน-บัวชมพู ตอด” โดยท้าวแร้งแหบ

0

ปกนิตยสาร KKU Times ปีที่ 1 ฉบับที่ 4

“สุขีมั่นเสมอมันเครือใหม่ ความเจ็บอย่าให้ได้ ความไข้อย่าให้มี”

สบายดีเด้อพ่อแม่พี่น้องชาวมอดินแดงทุกท่าน ไม่ได้พบหน้าท่านผู้อ่านในฉบับที่แล้ว รู้สึกคิดฮอดอย่างแรง จนนอนตะแคงบ่ได้ เลยต้องนอนหงายเอามือขึ้นก่ายหน้าผาก… ฉบับนี้ก็เลยเอาของดีมาฝากให้หายคิดถึง ของดีที่ว่านั้นก็คือ… เนื้อเพลงที่โด่งดังในอดีตของสาวหน้ามนคนน่ารัก “บัวชมพู ฟอร์ด” แต่ว่าจะให้ยกเอาเนื้อเพลงมาทั้งดุ้นก็ใช่ที่ เพราะนี่คืออีสานชวนหัว เลยต้องเอามาแปลงให้ม่วนซื่นกันตามประสา

จากเพลง “Rain” ต้นฉบับ ก็เลยกลายเป็น “เลน” ที่ข้าน้อยภูมิใจเสนอ

เอ้า! เซิญซะล่ะลาาาาา…

(more…)

ตั้งใจเอาเด้อ 1.. 2.. 3..

Protected: ประเมินผมหน่อย..ได้แมะ :P

0

This post is password protected. To view it please enter your password below:


มีงานเข้าๆ มี”รายงาน 002191″เข้า!

0

กิจกรรมการเรียนรู้ของรายวิชา 002 191

สวัสดีนักศึกษาวิทยาัลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เรียนรายวิชา 002 191 หลักรัฐประศาสนศาสตร์ ตามที่เราได้ตกลงกันไว้ว่าในรายวิชานี้จะมีการทำรายงาน 1 ชิ้นเพื่อเป็นคะแนนเก็บนั้น บัดนี้ได้เวลาที่อาจารย์จะแจ้งให้นักศึกษาทราบแล้ว ขอให้นักศึกษาโปรดอ่านและทำความเข้าใจแนวทางในการจัดทำรายงานกลุ่มตามรายละเอียดต่อไปนี้ หรือสามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้ที่นี่…

 

1. รายละเอียดการจัดทำรายงานกลุ่ม ไฟล์ word (.docx) รายงานกลุ่ม(0021911-2554) ไฟล์ PDF ReportProject002191(2011)

2. รูปแบบรายงานกลุ่ม ไฟล์ word (.docx) รูปแบบรายงาน002191(2554) ไฟล์ PDF ReportFormat002191(2011)


……………………………………………………………………………………………………….

รายละเอียดรายงานกลุ่ม…………..

 

การจัดทำรายงานกลุ่ม รายวิชา 002 191 หลักรัฐประศาสนศาสตร์

สำหรับนักศึกษาวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ประจำภาคต้น ปีการศึกษา 2554

**********************************************

 

หัวข้อหลักสำหรับการจัดทำรายงาน
ปัญหาสาธารณะในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

วัตถุประสงค์
การจัดทำรายงานเรื่องปัญหาสาธารณะในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มุ่งให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้รายวิชาหลักรัฐประศาสนศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการนโยบายสาธารณะ นักศึกษาจะได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม การคิดวิเคราะห์ การสำรวจ การศึกษาด้วยตนเอง การแก้ปัญหา และการสื่อสาร

(more…)

สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง)

แผนภูมิการสืบสันตติวงศ์ของจักรพรรดิราชวงศ์ฮั่น

0

สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง)

ราชวงศ์ฮั่นปกครองจีนอยู่ราว 422 ปี ระหว่างปี 202 ก่อน ค.ศ. จนถึงปี ค.ศ. 220 จำแนกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก กับราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งเป็นการเรียกตามตำแหน่งที่ตั้งของเมืองหลวง รางวงศ์ฮั่นตะวันตกมีเมืองหลวงที่นครฉางอาน ปกครองแผ่นดินเป็นระยะเวลา 210 ปี ระหว่าง ปี 202 ก่อน ค.ศ. ถึง ค.ศ. 8 มีจักรพรรดิทั้งสิ้น 14 พระองค์ (นับรวมเยาวจักพรรดิสองพระองค์ในช่วงที่สมเด็จพระพันปีหลวงลฺหวี่ว่าราชการหลังม่าน) สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นเกาจู่ (หลิวปัง) เป็นต้นวงศ์ ส่วนรางวงศ์ฮั่นตะวันออกมีเมืองหลวงที่นครลั่วหยาง ปกครองแผ่นดินเป็นระยะเวลา196 ปี ระหว่าง ปี ค.ศ. 25-220 มีจักรพรรดิทั้งสิ้น 14 พระองค์ สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ตี้ (หลิวซิ่ว) เป็นต้นวงศ์

สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นกวงอู่ตี้ (หลิวซิ่ว)

ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตกกับต้นราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เป็นยุคที่ขุนนางนามว่าหวังหมั่ง (王莽) ปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็นจักรพรรดิและสถาปนาราชวงศ์ซิน (新朝) กินเวลาราว 15 ปี ระหว่าง ค.ศ. 9-23 เมื่อหวังหมั่งตาย เชื้อพระวงศ์ฮั่นนามว่าหลิวเสฺวียน (刘玄) ได้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้นใหม่อีกครั้งในระหว่างปี ค.ศ. 23-25 ทั้งยังสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิมีนามว่า สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิฮั่นเกิงสื่อตี้ (汉更始帝) แต่ไม่อาจรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ จนกระทั่งหลิวซิ่ว เชื้อพระวงศ์ฮั่นอีกสายหนึ่งสามารถปราบกบฏชาวนาและรวบรวมแผ่นดินได้ในปี ค.ศ. 25 ราชวงศ์ฮั่นจึงถือว่าได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง (more…)

แนวโน้มการบริหารองค์การในอนาคต

0

กิจกรรมการเรียนรู้ของรายวิชา 002 191

ยินดีต้อนรับสู่กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ของรายวิชา 002 191 หลักรัฐประศาสนศาสตร์ สำหรับนักศึกษากลุ่มที่ 1 (สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ชั้นปีที่ 1) กลุ่มที่ 2 (สาขาวิชาการจัดการการคลัง ชั้นปีที่ 2) และกลุ่มที่ 3 (สาขาวิชาการจัดการงานช่างและผังเมือง ชั้นปีที่ 2) กิจกรรมนี้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทที่ 7 เรื่องรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ให้นักศึกษาดำเนินการตามภารกิจต่อไปนี้

1. ทบทวนเนื้อหาบทที่ 7 โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มการบริหารองค์การในอนาคต

2. วิเคราะห์ลักษณะขององค์การที่เน้นผู้รับบริการเป็นสำคัญ พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่นักศึกษาประสบด้วยตนเอง

3. ตอบคำถามในแบบฟอร์มที่กำหนดให้ข้างล่างนี้

กิจกรรมนี้เป็นงานเดี่ยวนะครับ หมดเขตทำกิจกรรมในวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 นี้เท่านั้น (more…)

ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิหมิงซื่อจง (เจียจิ้ง) ปรากฏสัญลักษณ์ 12 ประการ

ฉลองพระองค์: เสื้อคลุมมังกรและสัญลักษณ์แห่งองค์จักรพรรดิ (ปรับปรุงใหม่ ตอนที่ 2)

0

ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิหมิงซื่อจง (เจียจิ้ง) ปรากฏสัญลักษณ์ 12 ประการ

สัญลักษณ์ 12 ประการแห่งองค์จักรพรรดิ

แม้ว่าโดยทั่วไปผู้คนมักเรียกฉลองพระองค์ของจักรพรรดิจีนว่า “เสื้อคลุมมังกร” อันเนื่องเพราะปรากฏภาพมังกรอยู่อย่างโดดเด่นและสง่างามที่สุดก็ตาม ทว่าฉลองพระองค์ของจักรพรรดิจีนยังมีสัญลักษณ์อื่นซึ่งล้วนมีความหมายและ ความสำคัญไม่แพ้มังกรอีกมากมาย

สัญลักษณ์ 12 ประการ

ฉลองพระองค์ในพระราชพิธี หรือ “เหมี่ยนฝู” (冕服) ของกษัตริย์หรือจักรพรรดิจีนปรากฏลายปักอันเป็นสัญลักษณ์สำหรับจักรพรรดิ 12 ประการ (十二章紋) ซึ่งถือองค์ประกอบสำคัญทั้งสิ้นและแสดงนัยให้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในสากลจักรวาล ผู้ที่สวมเสื้อคลุมอันปรากฏสัญลักษณ์ 12 ประการนั้นจึงหมายถึง ผู้ทรงศักดิ์และสิทธิ์อันชอบธรรมในการปกครองผู้คนในใต้ หล้าโดยสัญลักษณ์เหล่านี้มีพัฒนาการมาจากฉลองพระองค์สำหรับพิธีบวงสรวงของ กษัตริย์สมัยราชวงศ์โจว ธรรมเนียมการปักสัญลักษณ์บนฉลองพระองค์แบบทางการของจักรพรรดิเด่นชัดขึ้นใน สมัยราชวงศ์ฮั่น และได้รับสืบทอดเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิง ในสมัยราชวงศ์ถังภาพมังกรในฉลองพระองค์ถูกเน้นและขยายใหญ่มากขึ้น พอในราชวงศ์หยวน จักรพรรดิชาวมองโกลได้ยกเลิกธรรมเนียมการสวมฉลองพระองค์ที่มีสัญลักษณ์ 12 ประการ จนในสมัยราชวงศ์หมิงธรรมเนียมนี้จึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง พอในต้นศตวรรษที่ 16 เสื้อคลุมปักรูปมังกรเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ขุนนาง ซึ่งมักจะสั่งตัดเย็บกันเองเป็นการส่วนตัว ทั้งๆ ที่ในปี 1459 เคยมีกฎหมายห้ามให้บุคคลทั่วไปตัดเสื้อคลุมลักษณะดังกล่าวใช้เองก็ตาม (Garrett, 2007) จนในที่สุดเมื่อถึงสมัยราชวงศ์ชิง คำว่า “เสื้อคลุมมังกร” (龙袍) จึงใช้เรียกฉลองพระองค์ของจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ ทั้งยังมีพระราชบัญญัติกำหนดรูปแบบเสื้อคลุมมังกรสำหรับพระญาติวงศ์และข้า ราชบริพาร โดยมีองค์ประกอบและจำนวนของสัญลักษณ์ต่างๆ ลดลั่นกันไปตามระดับฐานานุภาพ บุคคลอื่นที่มิใช้องค์จักรพรรดิจึงมีสิทธิ์สวมเสื้อคลุมมังกรอย่างเป็นทาง การนับแต่นั้น (more…)

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ชัยชนะของประชาชน และความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย

0

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาปรากฏผลลัพธ์แล้ว พรรคเพื่อไทย-ภายใต้การนำอย่างเป็นทางการของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอย่างไม่เป็นทางการของคุณทักษิณ ชินวัตร-กุมชัยชนะอย่างเด็ดขาดถึงกว่า 264 เสียง ยังผลให้ผู้สนับสนุนต่างยินดีปรีดาและไชโยโฮ่ร้องไปทั้งแผ่นดิน ใบหน้าของผู้ชนะล้วนแปดเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและแสดงให้เห็นถึงความสุขอย่างชัดเจน.

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่ปราชัยอย่างไม่เห็นฝุ่นอย่างประชาธิปัตย์ก็ได้แสดงสปิริตโดยการยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี.

ทว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ผมอย่างยิ่ง สิ่งนั้นก็คือทัศนนะของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เขาเหล่านี้ผิดหวังจากผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง ถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงเมามันและหลุดคำผรุสวาทออกมาเป็นชุดๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แม้พวกเขาจะยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับแสดงทัศนะในทำนองดิสเครดิตการเลือกตั้งว่าเป็นการเลือกตั้งที่ชนะกันด้วยเงิน เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนที่ถูกล้างสมอง และเป็นการเลือกตั้งโดย “ควาย”ส่วนใหญ่ของประเทศ.

ผมเพียรอ่านข้อความที่เกิดจากการบันดาลโทสะลงบนแป้นพิมพ์ทั้งหลายด้วยความรู้สึกหดหู่ สะเทือนอารมณ์ และสะท้อนใจในหลายประเด็น ดังนี้;

ประการแรก ผมพบว่าวาทกรรมหรือกระบวนทัศน์ที่ว่าคนไทยยังโง่ คิดเองไม่เป็น และไม่พร้อมจะปกครองตนเองยังคงปรากฏอยู่อย่างมั่นคงกว่า 79 ปี.

ประการที่สอง ผมพบว่าชนชั้นผู้นำและชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งยังพยายามกีดกันประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศออกจากเวทีการเมือง.

ประการที่สาม ผมพบว่ามี “ไอดอลของชาติ” บางคนมีลักษณะเข้าข่ายเป็น “นักประชาธิปไตยจอมปลอม” เบื้องหน้าพยายามพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืิอง มองโลกเป็นบวก โปร่งใสร่มเย็น ฯลฯ แต่หากเราอ่านสารที่พยายามสื่อระหว่างบรรทัดก็จะพบว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด.

ประการที่สี่ ผมพบว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยของบางคนยังอาจมีปัญหา พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะก่นด่าผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองด้วยถ้อยคำอันทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่ารุนแรง ด้วยเห็นว่า”ผู้อื่น”มีสติปัญญาด้อยกว่าตน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะแถลงการณ์ยอมรับความพ่ายแพ้ (ภาพจาก matichon.co.th)

แม้พรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอันดับหนึ่งและหลายคนถือเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ทว่าเมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวมาข้างต้น ผมกลับมองว่ามันคือความพ่ายแพ้ของประชาชนต่างหาก และที่ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยดังที่เป็นมาโดยตลอด.

พ่ายแพ้เพราะตลอด 79 ปีที่เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยได้ปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์ จึงยังปรากฏการก่นด่า เหน็บแหนม และเหยียดหยามผู้เห็นต่างทางการเมืองอยู่โดยทั่วไป, ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพในผลการตัดสินใจของเสียงมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงยังปรากฏการให้ร้ายกระบวนการเลือกตั้งว่าสกปรกและไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย, และที่สำคัญ ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งมีสำนึกว่าตนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยและสามารถปกครองตนเองได้ จึงยังปรากฏเสียงเพรียกหา “นักปราชญ์” หรือ “อำนาจพิเศษ” ให้มากุมชะตาชีวิตของคนไทยอยู่ร่ำไป.

ชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้ แท้จริงแล้วในอีกมุมหนึ่งจึงกลายเ้ป็นความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากความพยายาม “เตะตัดขา” ประชาธิปไตยและผลิตซ้ำวาทกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจได้รับการเรียกขานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “ชนชนผู้นำ” “อำมาตย์” “ระบอบเ้ก่า” “อำนาจเก่า” หรือ “ทุนเก่า” และมันเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ก่อน 2475 ยังเป็นอยู่ใน 2554 และจะเป็นต่อไปในอนาคต.

ฉะนั้น ชัยชนะของการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชนผู้ศรัทธาระบอบประชาธิปไตยในครั้งนี้ จึงเป็นแต่เพียงการชนะ “ศึก” ขณะที่ “สงคราม” ที่แท้จริงยังไม่อาจเอาชนะและยุติลงได้โดยง่าย.

Go to Top