Posts tagged พรรคเพื่อไทย

กูคือรัฐบาลประชาชน!

กูคือรัฐบาลประชาชน!

0

กูคือรัฐบาลประชาชน!

กูคือรัฐบาลประชาชน!
ใครฉงน ความชอบธรรม กูหรือไหม
กูมาตาม ระบอบ ประชาธิปไตย
หลายล้านคน เลือกให้เป็น รัฐบาล

กูคือรัฐบาลประชาชน!
จากแผ่นดิน ถึงเวหน ทุกหย่อมย่าน
อำนาจกู ล้วนแผ่ไป ดังสายธาร
ในวงการเมืองไทย ใครเทียบเคียง

กูคือรัฐบาลประชาชน!
อย่ากังวล คำสัญญา ครั้งหาเสียง
ถึงเวลา ที่เหมาะควร จะวางเรียง
ติดแต่เพียง ตอนนี้ยัง ไม่ถึงวาร

กูคือรัฐบาลประชาชน!
กิจมากล้น ต้องเอาใจ เหล่าทหาร
ต้องเกี้ยเซี้ย อำนาจ เผด็จการ
ต้องประสาน ผลประโยชน์ ประเทศไทย

มึงก็แค่ประชาชนเพียงคนหนึ่ง!
อย่าทะลึ่ง คิดอ่าน ได้หรือไหม
จะต่อรอง ร้องเรียก ด้วยเหตุใด
จงหลับตา หุบปากไว้ จะได้ดี

เฮ้ย! กูคือรัฐบาลประชาชน!
กูไม่สน กูยิ่งใหญ่ ใต้หล้านี้
กูจะจับ กูจะฆ่า หรือย่ำยี
เพราะมึงนี่ เป็นเพียงแต่ ประชาชน.

featured-08

ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยยังมีอะไรให้คาดหวังจากรัฐบาลนี้อยู่อีกหรือ

0

ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยยังมีอะไรให้คาดหวังจากรัฐบาลนี้อยู่อีกหรือ

เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรดาคนเสื้อแดงและผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญต่างยินดีปรีดา ด้วยคาดหมายว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะดำเนินนโยบายต่างๆ อันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยเบ่งบานขึ้นกว่าในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า

เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์เข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานและบรรดารัฐมนตรียังนั่งเก้าอี้ไม่ทันอุ่น มหาอุทกภัยก็ถาโถมเข้าใส่ รัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงานบวกกับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินอันไร้ประสิทธิภาพส่งผลให้การรับมือน้องน้ำเป็นไปแบบไร้ทิศทาง กว่าจะตั้งหลักได้ก็เกือบหลงหลุมไปเสียแล้ว (more…)

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ชัยชนะของประชาชน และความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย

0

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาปรากฏผลลัพธ์แล้ว พรรคเพื่อไทย-ภายใต้การนำอย่างเป็นทางการของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอย่างไม่เป็นทางการของคุณทักษิณ ชินวัตร-กุมชัยชนะอย่างเด็ดขาดถึงกว่า 264 เสียง ยังผลให้ผู้สนับสนุนต่างยินดีปรีดาและไชโยโฮ่ร้องไปทั้งแผ่นดิน ใบหน้าของผู้ชนะล้วนแปดเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและแสดงให้เห็นถึงความสุขอย่างชัดเจน.

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่ปราชัยอย่างไม่เห็นฝุ่นอย่างประชาธิปัตย์ก็ได้แสดงสปิริตโดยการยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี.

ทว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ผมอย่างยิ่ง สิ่งนั้นก็คือทัศนนะของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เขาเหล่านี้ผิดหวังจากผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง ถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงเมามันและหลุดคำผรุสวาทออกมาเป็นชุดๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แม้พวกเขาจะยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับแสดงทัศนะในทำนองดิสเครดิตการเลือกตั้งว่าเป็นการเลือกตั้งที่ชนะกันด้วยเงิน เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนที่ถูกล้างสมอง และเป็นการเลือกตั้งโดย “ควาย”ส่วนใหญ่ของประเทศ.

ผมเพียรอ่านข้อความที่เกิดจากการบันดาลโทสะลงบนแป้นพิมพ์ทั้งหลายด้วยความรู้สึกหดหู่ สะเทือนอารมณ์ และสะท้อนใจในหลายประเด็น ดังนี้;

ประการแรก ผมพบว่าวาทกรรมหรือกระบวนทัศน์ที่ว่าคนไทยยังโง่ คิดเองไม่เป็น และไม่พร้อมจะปกครองตนเองยังคงปรากฏอยู่อย่างมั่นคงกว่า 79 ปี.

ประการที่สอง ผมพบว่าชนชั้นผู้นำและชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งยังพยายามกีดกันประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศออกจากเวทีการเมือง.

ประการที่สาม ผมพบว่ามี “ไอดอลของชาติ” บางคนมีลักษณะเข้าข่ายเป็น “นักประชาธิปไตยจอมปลอม” เบื้องหน้าพยายามพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืิอง มองโลกเป็นบวก โปร่งใสร่มเย็น ฯลฯ แต่หากเราอ่านสารที่พยายามสื่อระหว่างบรรทัดก็จะพบว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด.

ประการที่สี่ ผมพบว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยของบางคนยังอาจมีปัญหา พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะก่นด่าผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองด้วยถ้อยคำอันทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่ารุนแรง ด้วยเห็นว่า”ผู้อื่น”มีสติปัญญาด้อยกว่าตน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะแถลงการณ์ยอมรับความพ่ายแพ้ (ภาพจาก matichon.co.th)

แม้พรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอันดับหนึ่งและหลายคนถือเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ทว่าเมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวมาข้างต้น ผมกลับมองว่ามันคือความพ่ายแพ้ของประชาชนต่างหาก และที่ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยดังที่เป็นมาโดยตลอด.

พ่ายแพ้เพราะตลอด 79 ปีที่เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยได้ปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์ จึงยังปรากฏการก่นด่า เหน็บแหนม และเหยียดหยามผู้เห็นต่างทางการเมืองอยู่โดยทั่วไป, ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพในผลการตัดสินใจของเสียงมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงยังปรากฏการให้ร้ายกระบวนการเลือกตั้งว่าสกปรกและไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย, และที่สำคัญ ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งมีสำนึกว่าตนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยและสามารถปกครองตนเองได้ จึงยังปรากฏเสียงเพรียกหา “นักปราชญ์” หรือ “อำนาจพิเศษ” ให้มากุมชะตาชีวิตของคนไทยอยู่ร่ำไป.

ชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้ แท้จริงแล้วในอีกมุมหนึ่งจึงกลายเ้ป็นความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากความพยายาม “เตะตัดขา” ประชาธิปไตยและผลิตซ้ำวาทกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจได้รับการเรียกขานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “ชนชนผู้นำ” “อำมาตย์” “ระบอบเ้ก่า” “อำนาจเก่า” หรือ “ทุนเก่า” และมันเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ก่อน 2475 ยังเป็นอยู่ใน 2554 และจะเป็นต่อไปในอนาคต.

ฉะนั้น ชัยชนะของการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชนผู้ศรัทธาระบอบประชาธิปไตยในครั้งนี้ จึงเป็นแต่เพียงการชนะ “ศึก” ขณะที่ “สงคราม” ที่แท้จริงยังไม่อาจเอาชนะและยุติลงได้โดยง่าย.

Go to Top