Posts tagged พรรคประชาธิปัตย์

เคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม

สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม

0

เคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม

หลังจากที่สำนักเศร้าหลิ่มได้ก่อรูปก่อร่างขึ้นเมื่อราว 1-2 ปีที่ผ่านมา บรรดาศิษยานุศิษย์ของสำนักนี้ได้แสดงเพลงยุทธ์มากมายเพื่อทำลายคู่ต่อสู้ มีทั้งเพลงยุทธ์ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปทั้งที่ใช้เฉพาะคราวคับขัน มีทั้งเพลงยุทธ์ที่พลังทำลายล้างน้อยระดับหยิกหยอกไปจนถึงระดับที่สามารถปลิดชีวิตคู่ต่อสู้

เพลงยุทธ์ยอดนิยมจำนวนหนึ่งได้ถูกรวบรวมไว้ใน “สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม” ซึ่งประกอบด้วยกระบวนท่าทั้งสิ้น 12 กระบวนท่า ดังต่อไปนี้… (more…)

featured-08

ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยยังมีอะไรให้คาดหวังจากรัฐบาลนี้อยู่อีกหรือ

0

ฝ่ายเสรีประชาธิปไตยยังมีอะไรให้คาดหวังจากรัฐบาลนี้อยู่อีกหรือ

เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรดาคนเสื้อแดงและผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญต่างยินดีปรีดา ด้วยคาดหมายว่ารัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะดำเนินนโยบายต่างๆ อันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ประชาธิปไตยในประเทศไทยเบ่งบานขึ้นกว่าในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า

เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์เข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานและบรรดารัฐมนตรียังนั่งเก้าอี้ไม่ทันอุ่น มหาอุทกภัยก็ถาโถมเข้าใส่ รัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงานบวกกับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินอันไร้ประสิทธิภาพส่งผลให้การรับมือน้องน้ำเป็นไปแบบไร้ทิศทาง กว่าจะตั้งหลักได้ก็เกือบหลงหลุมไปเสียแล้ว (more…)

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ชัยชนะของประชาชน และความพ่ายแพ้ของประชาธิปไตย

0

ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาปรากฏผลลัพธ์แล้ว พรรคเพื่อไทย-ภายใต้การนำอย่างเป็นทางการของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอย่างไม่เป็นทางการของคุณทักษิณ ชินวัตร-กุมชัยชนะอย่างเด็ดขาดถึงกว่า 264 เสียง ยังผลให้ผู้สนับสนุนต่างยินดีปรีดาและไชโยโฮ่ร้องไปทั้งแผ่นดิน ใบหน้าของผู้ชนะล้วนแปดเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและแสดงให้เห็นถึงความสุขอย่างชัดเจน.

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองที่ปราชัยอย่างไม่เห็นฝุ่นอย่างประชาธิปัตย์ก็ได้แสดงสปิริตโดยการยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี.

ทว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ผมอย่างยิ่ง สิ่งนั้นก็คือทัศนนะของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เขาเหล่านี้ผิดหวังจากผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง ถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรงเมามันและหลุดคำผรุสวาทออกมาเป็นชุดๆ โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แม้พวกเขาจะยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับแสดงทัศนะในทำนองดิสเครดิตการเลือกตั้งว่าเป็นการเลือกตั้งที่ชนะกันด้วยเงิน เป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนที่ถูกล้างสมอง และเป็นการเลือกตั้งโดย “ควาย”ส่วนใหญ่ของประเทศ.

ผมเพียรอ่านข้อความที่เกิดจากการบันดาลโทสะลงบนแป้นพิมพ์ทั้งหลายด้วยความรู้สึกหดหู่ สะเทือนอารมณ์ และสะท้อนใจในหลายประเด็น ดังนี้;

ประการแรก ผมพบว่าวาทกรรมหรือกระบวนทัศน์ที่ว่าคนไทยยังโง่ คิดเองไม่เป็น และไม่พร้อมจะปกครองตนเองยังคงปรากฏอยู่อย่างมั่นคงกว่า 79 ปี.

ประการที่สอง ผมพบว่าชนชั้นผู้นำและชนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งยังพยายามกีดกันประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศออกจากเวทีการเมือง.

ประการที่สาม ผมพบว่ามี “ไอดอลของชาติ” บางคนมีลักษณะเข้าข่ายเป็น “นักประชาธิปไตยจอมปลอม” เบื้องหน้าพยายามพร่ำสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืิอง มองโลกเป็นบวก โปร่งใสร่มเย็น ฯลฯ แต่หากเราอ่านสารที่พยายามสื่อระหว่างบรรทัดก็จะพบว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด.

ประการที่สี่ ผมพบว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยของบางคนยังอาจมีปัญหา พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะก่นด่าผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองด้วยถ้อยคำอันทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่ารุนแรง ด้วยเห็นว่า”ผู้อื่น”มีสติปัญญาด้อยกว่าตน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะแถลงการณ์ยอมรับความพ่ายแพ้ (ภาพจาก matichon.co.th)

แม้พรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นอันดับหนึ่งและหลายคนถือเป็น “ชัยชนะของประชาชน” ทว่าเมื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวมาข้างต้น ผมกลับมองว่ามันคือความพ่ายแพ้ของประชาชนต่างหาก และที่ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยดังที่เป็นมาโดยตลอด.

พ่ายแพ้เพราะตลอด 79 ปีที่เมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยได้ปลูกลงบนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของเพื่อนมนุษย์ จึงยังปรากฏการก่นด่า เหน็บแหนม และเหยียดหยามผู้เห็นต่างทางการเมืองอยู่โดยทั่วไป, ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเคารพในผลการตัดสินใจของเสียงมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงยังปรากฏการให้ร้ายกระบวนการเลือกตั้งว่าสกปรกและไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย, และที่สำคัญ ไม่ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งมีสำนึกว่าตนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยและสามารถปกครองตนเองได้ จึงยังปรากฏเสียงเพรียกหา “นักปราชญ์” หรือ “อำนาจพิเศษ” ให้มากุมชะตาชีวิตของคนไทยอยู่ร่ำไป.

ชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้ แท้จริงแล้วในอีกมุมหนึ่งจึงกลายเ้ป็นความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากความพยายาม “เตะตัดขา” ประชาธิปไตยและผลิตซ้ำวาทกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งอาจได้รับการเรียกขานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “ชนชนผู้นำ” “อำมาตย์” “ระบอบเ้ก่า” “อำนาจเก่า” หรือ “ทุนเก่า” และมันเป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ก่อน 2475 ยังเป็นอยู่ใน 2554 และจะเป็นต่อไปในอนาคต.

ฉะนั้น ชัยชนะของการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชนผู้ศรัทธาระบอบประชาธิปไตยในครั้งนี้ จึงเป็นแต่เพียงการชนะ “ศึก” ขณะที่ “สงคราม” ที่แท้จริงยังไม่อาจเอาชนะและยุติลงได้โดยง่าย.

Go to Top