An old cat turns a young tiger!

ในที่สุดวินาทีที่ผมตั้งตารอก็มาถึง! มาถึงในวันอันแสนยาวนานที่สุดวันหนึ่งด้วย.

เช้าวันจันทร์ที่ 14 มีนาคม 2554 ผมตื่นขึ้นมาในห้องนอนของป๊ากับแม่ด้วยความงัวเงีย. ทุกครั้งที่กลับบ้าน ผมต้องนอนห้องป๊ากับแม่ เพราะที่ร้านมีห้องนอนอยู่เพียงสองห้อง คือห้องนี้กับห้องของพี่เน็ต-พี่เอ-ซันซันและปิงปิง. เราเพิ่งขายบ้านหลังเก่าไปเนื่องจากไม่มีคนดูแล ผมเลยไม่มีทางเลือก และกลายเป็นลูกวัย 28 ที่ยังนอนกับพ่อแม่อยู่. ร้านเรามีแม่บ้านและคนงานมาทำงานแต่เช้า ทว่า ที่มาเช้ากว่าคือลูกค้า. ขณะที่แม่กับป๊าลุกไปขายของ ผมยังนอนงัวเงียอยู่บนฟูก.

หลังจากตื่นขึ้นมาแล้วก็ชำระล้างร่างกาย. วันนี้ใช้ระยะเวลาระหว่างการตื่นนอนกับการพร้อมออกจากห้องน้อยกว่าปรกติมาก เพราะไม่ได้อยู่ห้องตัวเองแถมไม่มีได้ไดร์ผม. ออกจากห้องป๊ากับแม่ก็รี่ไปยังโต๊ะอาหาร. โว้ว มีของโปรดวางอยู่พร้อมสรรพ นั่นคือ “ข้าวเปียก” หรือ “ก๋วยจั๊บอุบล” นั่นเอง. ด้วยความหิวและความชอบ เลยทานไป 1.5 ถ้วย. ทานเสร็จแล้วแหงนมองนาฬิกา เข้มสั้นยาวชี้บอกเวลาราว 10.00 น. ต้องรีบแล้วสิ! วันนี้มีภารกิจต้องโอนรถอาวีโอ้ที่ขับมากว่า 4 ปีมาเป็นชื่อตัวเอง. ผมรีบเก็บสัมภาระขึ้นรถก่อนจะเดินไปบอกลาแม่ที่กำลังยุ่งอยู่กับการขายของ.

โห ลูกค้าเยอะจัง ไม่มีโอกาสได้คุยกับแม่เลย. นั่นๆ มีช่างขี้เมาคนหนึ่งเดินเข้ามาซื้อโน่นนั่นนี่ ส่งเสียงดังกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์ ทำให้ร้านยุ่งเข้าไปใหญ่. กว่าแม่จะเคลียร์คิวว่างก็ปาเข้าไป 10 โมงจะครึ่ง. พอจะไปบอกลาแม่วานให้ไปธนาคาร ฝากเงินและแลกแบงค์ย่อย. ผมขับรถอาวีโอ้สีเขียวรุ่นปี 2006 คู่ใจไปย่านธุรกิจของอำเภอศรีเชียงใหม่ จอดรถแล้วเข้าไปทำธุระที่ธนาคารกสิกรไทย เสร็จแล้วจึงขับกลับเพียงเพื่อพบว่าเข็มสั้นชี้เลข 11 แล้ว. “โฮ่งๆๆๆๆ” เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ผมดังขึ้น. ป๊าโทรมาเร่งให้ไปที่สำนักงานขนส่งหนองคายอีกแล้ว เพราะกลัวจะทำไม่ทัน-วันจันทร์คนเยอะ. แต่มัน 11 โมงแล้ว แถมแม่ชวนทานข้าวเที่ยง เลยตัดสินใจอยู่บ้านต่อ. ไปทำตอนบ่ายแล้วกัน.

ก่อนจะออกรถถ่ายรูปนี้ไว้

จากที่ตั้งใจจะออกจากบ้านไปทำเรื่องโอนรถก่อน 10.00 น. ผมออกจากบ้านจริงๆ ตอนก่อนเที่ยงครึ่งเล็กน้อย. ผมเลือกเส้นทางปรกติจากศรีเชียงใหม่ไปหนองคาย คือใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ต่อด้วยหมายเลข 2 แทนที่จะเลือกถนนเลียบฝั่งแม่น้ำโขง เพราะไม่ชินกับเส้นนั้น. ผมใช้เวลาราว 30 นาทีจึงถึงตัวเมืองหนองคาย. รถอาวีโอ้ผมจอดที่อู่เจริญยนต์-ร้านของป้าที่ครอบครัวรู้จักกัน. ภารกิจที่ต้องทำวันนี้คือ โอนรถจากชื่อแม่เป็นชื่อผม แล้วก็ต่อทะเบียน ต่อ พรบ. และต่อประกันชั้น 1. เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อย ผมได้รับคำแนะนำให้ขับรถไปตรวจสภาพเป็นอันดับแรกที่ด้านหลังของสำนักงานขนส่ง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอู่เจริญยนต์. เรื่องที่ควรจะเสร็จภายใน 15 นาทีก็ถูกลากยาวตรงนี้แหละ.

เมื่อนำรถไปจอดตรงจุดตรวจและยื่นเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ออกมาเช็คนู่นนั่นนี่. ปรากฏว่าไฟหน้าโอเค ไฟสูงโอเค ไฟเลี้ยวโอเค เครื่องยนต์โอเค ทุกอย่างดูโอเคหมด ยกเว้นอย่างเดียวคือถังก๊าซซีเอ็นจี! รถอาวีโอ้คันโปรดของผมติดตั้งเครื่องยนต์แบบ NGV มาตั้งแต่ปี 2007 โดยยังไม่เคยได้ไปแจ้งเปลี่ยนรูปแบบเชื้อเพลิงที่สำนักงานขนส่งเลย! เจ้าหน้าที่เห็นถังก๊าซขนาดมหึมาท้ายรถแล้วก้มหน้าดูเอกสารที่อยู่ในมือ ก่อนจะส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “ไปทำอะไรอยู่!” จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ตรวจดูข้อมูลขนานใหญ่. โชคยังดี ผมเก็บเอกสารเกี่ยวกับการติดตั้ง NGV ไว้ในรถ จึงรีบหยิบเข้าไปยื่นให้. เจ้าหน้าที่ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในการตรวจดูเอกสารที่ควรจะยื่นก่อนหน้านี้ไม่น้อยกว่า 1 ปีครึ่ง. หลังจากเวลาผ่านไปราว 45 นาทีหรือกว่านั้น เจ้าหน้าที่ก็ยื่นเอกสารที่ตรวจเสร็จแล้วคืนมาให้ พร้อมเอ่ยว่า “ผมจับเอกสาร (ที่ผิดฝาผิดตัว) มาคู่กัน ไม่รู้ว่ามันจะแต่งงานกันได้หรือเปล่านะ” แล้วบอกให้ผมไปดำเนินการต่อได้. กลายเป็นว่าผมยังมีโชคบ้าง แต่กว่าจะได้ออกจากสำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคายก็ปาเข้าไปบ่ายสามครึ่ง.

ผมขับรถจากหนองคายถึงอุดรธานีโดยใช้เวลาราว 30 นาทีหรือกว่านั้นเล็กน้อย. หลังจากใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงมาตั้งแต่ออกจากบ้านที่ศรีเชียงใหม่ จึงคิดว่าควรเติมก๊าซดีกว่าเพื่อประหยัดเงินที่ไม่ค่อยมี. ว่าแล้วก็ขับไปที่ปั้ม NGV แห่งแรกใกล้กับวิทยาลัยพละศึกษาเดิม เพียงเพื่อจะพบว่ามีรถยนต์ต่อคิวรอเติมก๊าซยาวเป็นกิโล! เซ็งจัง แต่ยังมีปั้มขนาดใหญ่อีกแห่งที่ทางไปขอนแก่น ถึงจะต้องยูเทิร์นหน่อยแต่ก็ดีกว่าขับไปขอนแก่นโดยเผาผลาญน้ำมัน. ปั้ม NGV แห่งนี้เป็นสถานีขนาดใหญ่ที่มีหัวจ่ายก๊าซ 8 หัว แต่เปิดให้บริการแค่ 6 หัว. ผมเลือกปั้มถูกและเลือกเวลาผิด มีรถรอเติมก๊าซจำนวนมหาศาลไม่ต่างกัน. ผมเดินทางถึงปั้มเวลาประมาณ 16.20 น. ได้เติมเวลา 17.10 น.! เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเสียไปกับการจอดติดเครื่องยนต์ เผาผลาญน้ำมันทิ้ง!

ด้วยความร้อน เหนื่อย และหงุดหงิดไปกับการรอคอย ผมจึงรีบขับรถกลับขอนแก่นด้วยความเร็ว. ก่อนถึงขอนแก่น ก๊าซที่เ้ติมมาจากอุดรใกล้หมดถังแล้ว จึงแวะเติมที่ปั้ม NGV ที่บ้านสำราญ ซึ่งใช้เวลากับการรอไปอีกครึ่งชั่วโมง.

พอกลับถึงห้องพักตอน 1 ทุ่มกว่า ผมก็ทิ้งกายลงบนเตียงทันที. หลังจากหมดเวลาไปกับการรอคอยและการขับรถทั้งวัน ผมรู้สึกว่าการนอนมันช่างสบายเหลือเกินจนแทบไม่อยากทำอะไร. แต่ผมก็ต้องฝืนลุกไปทานหมูกะทะแถวหน้าคอนโด. ก่อนจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ออกจากคอนโด สัญญาณโทรศัพท์ก็นำข่าวร้ายมาให้เรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังฝืนไปกินหมูกะทะได้. ขณะที่กำลังกินก็พลางนึกไปด้วยว่าวันนี้มันวันอะไรนะ ทำไมงานเข้าเยอะจัง ทั้งเหนื่อย ทั้งเศร้า จะมีอะไรแย่กว่านี้อีกไหม.

หลังจากกินหมูกะทะอย่างผะอืดผะอม ผมก็กลับห้อง. ด้วยความที่ไม่อยากนั่งหรือนอนทันทีหลังอิ่มท้อง ผมจึงนำอุปกรณ์ต่างๆ ที่จิ๊กมาจากบ้านไปซ่อมอ่างล้างจานหลังห้อง. สายยางที่ต่อน้ำจากท่อในผนังเข้าอ่างที่ใช้อยู่มันเริ่มเก่าแล้ว แถมมีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะเต็มอยู่ภายใน ผมจึงตั้งใจจะเปลี่ยนให้ได้. ตอนเอาสายเก่าออกยังโอเค แต่พอจะเอาอันใหม่ใส่แทนไม่ง่ายดังที่คิด เพราะเกลียวท่อมันหวานและมีรอยฉีก ทำให้หมุนเกลียวลำบาก. ขณะที่ผมพยามหมุนเกลียวให้แน่น น้ำก็พวยพุ่งออกไปทุกทิศทาง ฉีดพ่นพื้นหลังห้องและร่างกายผมจนเปียกปอน. ผมใช้เวลาปล้ำกับสายยางอยู่นานราว 15 นาทีจึงขันเกลียวแน่นสนิท. หลังติดตั้งเสร็จ สภาพผมดูไม่ต่างจากลูกหมาตัวอ้วนๆ ตกน้ำ. วันนี้มันซวยจริงๆ, ผมคิด.

แต่ไม่นานผมก็พบว่าตัวเองคิดผิดที่คิดว่าวันนี้มันซวย. เมื่ออาบน้ำและแต่งตัวเสร็จแล้ว ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู. เปิดดูสายเรียกเข้า, ไม่มี. แจ้งเตือนในเฟซบุ๊ค, ไม่มี. ว็อทซ์แอ๊บ, ไม่มี. แต่ที่มีคืออีเมล์ ตัวเลขระบุจำนวนข้อความอีเมล์ใหม่ 4 ฉบับ ผมจึงเปิดดู. ทันใดนั้นผมดีใจสุดขีดเมื่อได้เห็นอีเมล์จากใครสักคนที่มีที่อยู่ลงท้ายว่า @missouri.edu พร้อมระบุหัวเรื่องว่า “Congratulations.” ผมรีบเปิดอ่านด้วยความตื่นเต้น แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด มันคือหนังสือตอบรับเข้าเรียนปริญญาเอกที่ Truman School of Public Affairs, University of Missouri!!!! ผมเฝ้ารออีเมล์ฉบับนี้มานาน ในที่สุดก็มาถึง!

The Letter of Acceptance

สิ่งแรกที่ผมทำคือโทรหาแม่ แต่ป๊ารับสาย จึงกลายเป็นว่าป๊ารู้ข่าวก่อนใคร จากนั้นจึงเป็นแม่. เพราะดีใจจึงรีบอัพเดทสถานะในทวิตเตอร์ที่เชื่อมโยงกับเฟซบุ๊คและบล็อกส่วนตัว โดยไม่ลืมที่จะอัพโหลดภาพหนังสือตอบรับขึ้นบนเฟซบุ๊คด้วย. ไม่นานหลังจากนั้น เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และบรรดาลูกศิษย์ก็เข้ามาแสดงความยินดี ซึ่งทำให้ผมดีใจทวีคูณขึ้นไปอีก. หลังจากเรื่องเหนื่อยๆ หนักๆ ยังมีเรื่องดีปรากฏในวันที่ 14 มีนาคม 2554.

ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และบรรดาลูกศิษย์ทุกคนที่คอยให้กำลังใจ. ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.ลำปาง แม่นมาตย์ ที่จุดประกายและผลักดัน. ขอขอบพระคุณ ศ.เกียรติคุณ ดร.สุมนต์ สกลไชย และรศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ ที่กรุณาเขียน reccommendation ให้และมอบโอกาสอันล้ำค่า. ขอขอบพระคุณ Assoc. Prof. Dr. Sandra Hodge ที่เป็นแรงใจและช่วยเหลือมาโดยตลอด. และขอกราบขอบพระคุณแม่กับป๊าที่ให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นลูกคนนี้. ขอบคุณที่คนมากๆ ครับ.

 

  

Related Posts: