ผมตั้งใจตั้งแต่เมื่อแรกที่เอาเท้าแตะแผ่นดินสหรัฐอเมริกาแล้วว่าจะเขียนบันทึกประสบการณ์และความรู้สึกของตนเองในการเดินทางมาเรียนต่อและใช้ชีวิตในประเทศนี้. ผมเดินทางถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2554. ทีแรกตั้งใจว่าเมื่อครบหนึ่งเดือนจึงจะเขียน แต่จนแล้วจนรอดสองเดือน สามเดือน สี่เดือน ห้าเดือน และเจ็ดเดือนผ่านไป ผมก็ยังไม่ได้ลงมือเขียน.

กระนั้น, ประสบการณ์และความรู้สึกที่อยากจะเขียนก็ยังไม่ได้เลือนหายไปจากความทรงจำ. วันนี้เป็นโอกาสอันดี, ถึงพร้อมด้วยเวลาและสถานที, ผมจึงถือโอกาสบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้.ก่อนออกเดินทาง, ผมไม่คิดสิ่งใดอื่นยกเว้นแต่เพียงว่านี่คือภารกิจที่เราจะต้อง, เป็นสิ่งที่เราเพรียกหา, เป็นเส้นทางชีวิตที่ต้องเดินไป: มุ่งมั่น, มั่นใจ, เข้มแข็ง. แต่เมื่อเครื่องบินเคลื่อนตัวสู่ลู่วิ่งได้ไม่นาน, ความรู้สึกผมก็เปลี่ยนไปโดยพลัน: เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปจริงๆ ผมกลับรู้สึกหวาดหวั่น, หวั่นไหว, และขลาดกลัว. น้ำตาผมไหลออกมาอาบแก้มโดยไม่รู้เมื่อรู้ว่าต้องเดินทางจากครอบครัวแล้วจริงๆ.

เครื่องจากกรุงเทพฯ ถึงลอสแองเจลิสใช้เวลาราว 16 ชั่วโมง. ระหว่างนั่งอยู่บนเครื่อง ผมคิดไปต่างๆ นานา, ไม่รู้ว่าเมื่องถึงอเมริกาแล้วชีวิตจะเป็นเช่นไร. ยิ่งเครื่องเล่นต่างๆ บนเครื่องใช้งานไม่ได้ ผมยิ่งคิดฟุ้งซ้านไปมาก.

เที่ยวบินนั้นไม่มีปัญหาอะไร. ผมเดินทางถึงลอสแองเจลิสเกือบเที่ยงคืน, ใช้เวลาที่ ตม. นานเกือบชั่วโมง, จากนั้นจึงต่อเครื่องไปลงเมมฟิสและโคลัมเบียตามลำดับ. ผมเดินทางถึงโคลัมเบียตอนบ่าย. ดร.แซนดี้ กับ ดร.บ๊อบ เดินทางมารับที่สนามบิน. ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและความเหนื่อยอ่อนในหัวใจ, ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบทั้งสองท่าน, น้ำตาของผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง.

ช่วงเดือนแรกในอเมริกาผ่านไปด้วยความลำบากยิ่ง: ผมคิดถึงบ้าน, คิดถึงครอบครัว, คิดถึงบรรยากาศที่เมืองแทบจะตลอดเวลา. บ่อยครั้งที่ผมถามตัวเองว่าผมมาทำ อะไรที่นี่, เมื่อไหร่จะได้กลับ, กลับตอนนี้ได้หรือไม่. ความรู้สึกเคว้งคว้าง, หว้าเหว่, เหงางอย, และซึมเศร้า ถือเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของช่วงเวลานั้น. ผมฝันถึงบ้านแทบทุกวัน, และแต่ละครั้ง เหตุการณ์ในฝันเหมือนจริงมาก.

ผมได้รับทราบข้อเท็จจริงประการหนึ่งเกี่ยวกับคนที่มาอยู่ที่นี่ว่า, “ไม่มีใครที่ไม่เหงา.” มันเป็นจริงดังนั้น: ความเหงาเป็นปกติของคนที่จากบ้านมาเรียนและใช้ชีวิตที่นี่, และผมควรจะยอมรับมันให้ได้.

เมื่อเวลาผ่านไป, ผมก็เริ่มปรับตัวได้. เพื่อนใหม่, สิ่งแวดล้อมใหม่, และชีวิตใหม่เริ่มไม่ใหม่อีกต่อไป. ขอบคุณพี่แอนและมวลมิตรจาก “มาฆะสารินทร์เอนเตอร์เทนเม้นท์” ที่จัดปาร์ตี้เป็นประจำ ซึ่งช่วยให้ทำให้คุ้นชินกับชีวิตที่โคลัมเบียและหายเหงาได้เร็วขึ้น.

ถึงวันนี้, ผมยังเหงาอยู่, แต่ก็ชินกับความเหงาเสียแล้ว. ถึงวันนี้, ผมยังคิดถึงบ้านและฝันถึงครอบครัวอยู่, แต่ก็ไม่ได้ชวนซึมเศร้าเช่นเดิมแล้ว. ถึงวันนี้, ผมยังอยากกลับไทยอยู่, แต่ก็ไม่ได้อยากกลับโดยไร้เหตุผลเหมือนหกเดือนก่อนหน้านี้แล้ว. พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ, ผมคุ้นเคยกับการเป็นนักศึกษาที่นี่แล้ว, คุ้นเคยกับการอยู่โคลัมเบียแล้ว, และคุ้นเคยกับการอยู่ห่างจากครอบครัวกว่าครึ่งโลกแล้ว.

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมหายคิดถึงคนที่ผมรักแต่อย่างใด.

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกบนเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555

 

Related Posts:

  • No Related Posts