สมเด็จพระพันปีหลวงฉือสี่

เมีย-แม่-ญาติ-ขันที ผู้มีบารมีนอกราชบัลลังก์

แม้ว่าโดยหลักการการปกครองและคติเรื่องอาณัติสวรรค์จะกำหนดว่าอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินสูงสุดอยู่ที่องค์จักรพรรดิ แต่แท้จริงแล้วจักรพรรดิที่สามารถกุมอำนาจอธิปไตยไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นมีอยู่ไม่มากนัก นอกจากต้นตำรับอย่างฉินสื่อหวงแล้ว จักรพรรดิที่มีอำนาจและบารมีสูงส่งจนสามารถสร้างเอกภาพได้ตลอดรัชสมัยอาจได้แก่ ฮั่นอู่ตี้ สุยหยางตี้ ถังไท่จง หมิงไท่จู่ หมิงซื่อจู่ ชิงเซิ่งจู่ และชิงเกาจง เป็นต้น จักรพรรดิส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เพราะต้องนั่งบนบัลลังก์ที่มีเงาของบุคคลอื่นทอดทับอยู่ หรือไม่ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดให้ผู้อื่นชักใยอยู่เบื้องหลัง

เจ้าของเงาและคนเชิดหุ่นมิใช่คนอื่นคนไกล ล้วนแต่เป็นผู้ใกล้ชิดกับจักรพรรดิทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระญาติวงศ์อย่างพระอัครมเหสี หรือหวงโฮ่ว/ฮองเฮา (皇后) พระพันปีหลวง หรือหวงไท่โฮ่ว/ฮองไทเฮา (皇太后) และพระอัยยิกาเจ้า หรือไท่หวงไท่โฮ่ว/ไทฮองไทเฮา (太皇太后) หรือข้าราชบริพารคนสนิทอย่างบรรดาขันที เป็นต้น

ฮั่นเกาจู่หลิวปังสามารถสถาปนาราชวงศ์ฮั่นตะวันตกได้นอกจากรู้จักเลือกใช้คนแล้ว ยังเป็นเพราะมีพระอัครมเหสีลฺหวี่ (吕后) คอยให้คำปรึกษาและช่วยว่าราชกิจด้วย นางมีโอรสหนึ่งคนคือหลิวอิ๋ง (刘盈) ซึ่งรั้งตำแหน่งรัชทายาท ฮั่นเกาจู่เห็นว่าหลิวอิ๋งแม้จะมีจิตใจงดงามแต่ก็อ่อนแอไม่ควรได้ปกครองบ้านเมือง จึงพยายามถอดตำแหน่งแล้วตั้งโอรสอันเกิดจากนางสนมคนโปรดแทน ทว่าลฺหวี่โฮ่วให้บรรดาขุนนางที่อยู่ใต้อิทธิพลของตนคอยคัดค้าน ความพยายามดังกล่าวจึงล้มเหลวไป เมื่อฮั่นเกาจู่สวรรคต หลิวอิ๋งขึ้นราชาภิเษกเป็นจักรพรรดิฮั่นฮุ่ยตี้ (汉惠帝) ลฺหวี่โฮ่วก็กลายเป็นพระพันปีหลวงลฺหวี่ (吕太后/ลฺหวี่ไท่โฮ่ว) และได้ขยายอิทธิพลมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก ฮั่นฮุ่ยตี้ครองราชย์ได้ราว 7 ปีก็สวรรคต ลฺหวี่ไท่โฮ่วจึงยกเอาโอรสที่ยังเยาว์ของฮั่นฮุ่ยตี้สององค์ คือ หลิวกง (刘恭) และหลิวหง (刘弘) ขึ้นเป็นจักรพรรดิฮั่นเฉียนเซ่าตี้ (汉前少帝) และฮั่นโฮ่วเซ่าตี้ (汉后少帝) ตามลำดับ โดยนางกลายเป็นพระอัยยิกาเจ้าลฺหวี่ว่าราชการหลังม่าน ตลอดระยะเวลา 16 ปีจากรัชสมัยของฮั่นฮุ่ยตี้ถึงฮั่นเซ่าตี้หง ปีนางได้ตั้งคนสกุลลฺหวี่เป็นขุนนางใหญ่กุมอำนาจปกครองบ้านเมืองและพยายามล้มล้างราชวงศ์ฮั่น ภายหลังนางสิ้นใจ โอรส 3 องค์ของฮั่นเกาตี้กับขุนนางผู้จงรักภักดีได้ร่วมมือกันกำจัดอำนาจคนสกุลลฺหวี่จนสิ้น แล้วอัญเชิญหลิวเหิง (刘恆) โอรสของฮั่นเกาจู่ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ (汉文帝)

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของระบบการเมืองการปกครองของราชวงศ์ฮั่น โดยหลักการแล้ว เมื่อจักรพรรดิสวรรคตลง อำนาจและบารมีของพระมเหสีก็ควรหมดสิ้นลงไปด้วย แต่การณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะหากมเหสีใช้อิทธิพลของตนในทางลับ แทรกแซงราชกิจ และแต่งตั้งพระญาติวงศ์ของตนเข้ารับตำแหน่งสำคัญ เมื่อนั้นก็สามารถแพร่ขยายอิทธิพลและสืบทอดอำนาจของตนได้

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก สถานการณ์การแย่งชิงหรือแบ่งปันอำนาจของจักรพรรดิหาได้พัฒนาในทางที่ดีขึ้นแต่ประการใด ตลอดระยะเวลาของราชวงศ์กลับต้องเผชิญวงจรอุบาทว์ของศึกชิงอำนาจอยู่ไม่ขาดสาย กล่าวคือ จักรพรรดิในราชวงศ์มักขึ้นครองราชย์ในขณะที่ยังเยาว์จึงต้องมีพระราชชนนีเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระราชชนนีมักชักนำพระญาติวงศ์ของตนมาช่วยราชการในตำแหน่งสำคัญเป็นเหตุให้อำนาจของจักรพรรดิค่อยๆ ลดน้อยลง เมื่อจักรพรรดิเจริญชันษาขึ้นก็มักใช้พวกขันที-ซึ่งข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดที่สุด-ในการลดทอนและกำจัดอำนาจของพระญาติวงศ์ เมื่อสิ้นอำนาจของพระราชชนนีและบรรดาพระญาติวงศ์ จักรพรรดิก็เรืองอำนาจขึ้นพร้อมๆ กับพวกขันที ซึ่งได้ฉวยโอกาสสั่งสมอำนาจ บารมี และความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง และในท้ายที่สุดจักรพรรดิก็มักสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร จึงต้องอัญเชิญโอรสเยาว์วัยขึ้นครองราชย์ต่อไป

วงจรอุบาทว์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นเหอตี้ (汉和帝) ฮั่นซางตี้ (汉殤帝) เรื่อยมาจน ฮั่นหลิงตี้/เลนเต้ (汉灵帝) ฮั่นเซ่าตี้ (汉少帝) และฮั่นเซี่ยนตี้/เหี้ยนเต้ (汉献帝) ในช่วงปลายราชวงศ์ หลังจากฮั่นหลิงตี้สวรรคตโดยมิได้ตั้งรัชทายาทไว้ พระอัครมเหสีเหอ หรือเหอหวงโฮ่ว/โฮเฮา (何皇后) ได้อาศัยอิทธิพลของตนและเครือญาติสนับสนุนโอรสหลิวเปี้ยน/หองจูเปียน (刘辯) ขึ้นครองราชย์ ขณะที่พระพันปีหลวงต่ง หรือต่งไท่โฮว่/ตังไทฮอ (董太后) พร้อมพระญาติวงศ์กลับสนับสนุนโอรสหลิวเสีย (刘協) การแย่งชิงอำนาจกันนี้เป็นเหตุให้ราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล่มสลายในที่สุด

อู่เจ๋อเทียนก่อนจะเถลิงอำนาจและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์โจวนั้นเคยเป็นทั้งเมีย แม่ และย่าของจักรพรรดิที่มีบารมีนอกราชบัลลังก์มาโดยตลอด นางเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนักที่แตกต่างจากสตรีโดยส่วนใหญ่ นั่นคือไม่ใช่พระญาติวงศ์ของตนเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมอำนาจและบารมี

เส้นทางชีวิตในราชสำนักของอู่เจ๋อเทียนเริ่มต้นจากการเป็นสนมของจักรพรรดิถังไท่จงขณะที่นางอายุได้ 13 ปี เมื่อถังไท่จงสวรรคต แทนที่นางจะถูกบังคับให้บวชเป็นชีตลอดชีวิตเพราะไม่มีโอรสธิดา พระอัครมเหสีหวัง (王皇后/หวังหวงโฮ่ว) ของจักรพรรดิถังเกาจง (唐高宗) ได้รับนางเข้าวังเพื่อดึงดูดความสนใจของถังเกาจงจากพระราชเทวีเซียว (萧淑妃/เซียวซูเฟย) แต่กลายเป็นว่าทั้งอัครมเหสีหวังและพระราชเทวีเซียวถูกนางกำจัดให้พ้นทาง ขณะที่นางได้รับการสถาปนาเป็นพระอัครมเหสีแทน

ตลอดระยะเวลา 34 ปีในรัชสมัยของถังเกาจง เหตุเพราะจักรพรรดิอ่อนแอ อู่เจ๋อเทียนจึงมีบทบาทในการบริหารราชกิจอย่างเปิดเผย นางสั่งสมอิทธิพลโดยการกำจัดศัตรูทางการเมืองมากมาย แล้วตั้งขุนนางในอาณัติของตนไว้ในตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งสิ้น เมื่อถังเกาจงสวรรคต นางก็ยกเอาโอรสของตนนามหลีเสี่ยน (李显) ขึ้นเป็นจักรพรรดิถังจงจง (唐中宗) แต่ครองราชย์ได้ 54 วันก็ถูกอู่เจ๋อเทียนถอดออกจากตำแหน่ง เพราะเชื่อฟังมเหสีแล้วตั้งพ่อตาขึ้นเป็นเจ้ากระทรวง

อู่เจ๋อเทียนยกเอาน้องชายของหลีเสี่ยน นามว่าหลี่ตั้น (李旦) ขึ้นเป็นจักรพรรดิถังรุ่ยจง (唐睿宗) ชะตากรรมของจักรพรรดิองค์ใหม่นี้ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าองค์เดิมมาก เนื่องจากมีสภาพเป็นเพียงหุ่นเชิดอย่างแท้จริง ถังรุ่ยยจงไม่เคยออกว่าราชการเองเลย ซ้ำยังเป็นเสมือนนักโทษที่ถูกจองจำไว้ในวังใน ราชกิจทั้งปวงล้วนดำเนินการโดยพระพันปีหลวงอู่เองทั้งสิ้น ถังรุ่ยจงเป็นหุ่นเชิดอยู่ราว 6 ปีก็ถูกถอดจากตำแหน่ง และอู่เจ๋อเทียนก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดินีแห่งราชวงศ์โจว (周) ในปี ค.ศ. 690 นางครองราชย์อยู่นานถึง 14 ปี ปลายรัชสมัยนางถูกรัฐประหารโดยกลุ่มขุนนางผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ถัง เหล่าขุนนางเชิญนางออกจากวังหลัง และภายหลังอัญเชิญหลีเสี่ยนขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิถังจงจงอีกหนึ่งคำรบ

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลากว่ากึ่งศตวรรษที่อู่เจ๋อเทียนว่าราชการหลังม่านและหน้าม่านนั้น ถือเป็นยุครุ่งเรืองของจีนยุคหนึ่ง เนื่องจากนางได้ดำเนินนโยบายขยายอิทธิพลของจักรวรรดิ เสริมสร้างอำนาจและบารมีของราชสำนัก และสร้างความผาสุกกินดีอยู่ดีให้แก่อาณาประชาราษฎร์ ทั้งยังรู้จักใช้คนไม่เลือกชนชั้น เปิดโอกาสให้สามัญชนและขุนนางชั้นล่างได้แสดงความสามารถและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนอาจกล่าวได้ว่านางมีผลงานเหนือกว่าจักรพรรดิโดยทั่วไปเสียอีก

เมื่อสิ้นอู่เจ๋อเทียนแล้ว ใช่ว่าจักรพรรดิราชวงศ์ถังจะไม่ประสบเหตุอันเกิดจากสตรีอีก จักรพรรดิถังสฺวียนจง (唐玄宗) เป็นอีกผู้หนึ่งที่เกือบเสียชื่อเหตุเพราะลุ่มหลงพระอัครเทวีหยาง (杨贵妃/หยางกุ้ยเฟย) จนเกือบทำให้ราชวงศ์ถังสิ้นแผ่นดิน

ขณะที่ราชวงศ์หมิงถือเป็นยุคขันทีครองเมือง แม้ในช่วงต้นราชวงศ์ ปฐมจักรพรรดิหมิงไท่จู่ (明太祖) ได้ควบคุมพวกขันทีไม่ให้มีอำนาจและก้าวก่ายราชกิจโดยเด็ดขาด แต่ในรัชสมัยต่อมาพวกขันทีก็เรืองอำนาจขึ้นทีละน้อย นับตั้งแต่จูตี้ (朱棣) ได้รับความช่วยเหลือจากพวกขันทีจนก่อการรัฐประหารและปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ (明成祖) ได้สำเร็จ พวกขันทีก็เริ่มมีบทบาทในราชสำนัก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งมหาขันทีเจิ้งเหอ (郑和) เป็นผู้บัญชาการกองเรือเดินสมุทร และการตั้งขันทีเป็นหน่วยสืบสวนลับเพื่อสอดส่องพฤติกรรมของเหล่าขุนนาง การกระทำเช่นนี้เปรียบเหมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะไว้ในราชสำนัก

ช่วงกลางราชวงศ์ พวกขันทีเรืองอำนาจขึ้นมากจนสามารถแทรกแซงราชการงานเมืองได้ จักรพรรดิหมิงอิงจง (明英宗) ขึ้นครองราชย์ขณะอายุเพียง 8 ปีจึงเปิดโอกาสให้ขันทีหวังเจิ้น (王振) ครอบงำและชี้นำความคิดในการบริหารราชกิจ หลังจากนั่งบัลลังก์ได้ 14 ปี หมิงอิงจงหลงเชื่อคำยุยงของหวังเจิ้นให้นำกองทัพบุกตีดินแดนมองโกล แต่การณ์กลับลงเอยด้วยการที่หมิงอิงจงถูกพวกมองโกลจับเป็นเชลยอยู่นานกว่า 7 ปี โดยระหว่างนั้นจักรพรรดิหมิงไต้จง (明代宗) ผู้เป็นน้องชายได้ครองราชย์แทน ครั้นเมื่อถูกปล่อยตัวออกมาหมิงอิงจงก็ร่วมมือกับพวกขันทีก่อรัฐประหารน้องชายตนเองแล้วขึ้นเป็นจักรพรรดิอีกครั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ในรัชสมัยของจักรพรรดิหมิงอู่จง (明武宗) จักรพรรดิไม่สนใจว่าราชกิจ ปล่อยให้ขันทีหลิวจิ่น (刘瑾) กับพรรคพวกกุมอำนาจและขยายอิทธิพลไปทั่ว จนอาณาประชาราษฎร์ต่างพากันเสียดสีว่ามีจักรพรรดิครองแผ่นดินอยู่สององค์ คือจักรพรรดิสกุลจู กับจักรพรรดิสกุลหลิว

ดังกล่าวมานั้นจะเห็นได้ถึงอิทธิพลของเหล่าขันทีที่เพิ่มมากขึ้นที่ละน้อยในช่วงต้นจนมีอิทธิพลแผ่ไพศาลในช่วงปลายราชวงศ์หมิง บทบาทเช่นนี้ของพวกขันทียังผลให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง การเล่นเส้นสาย และความไร้เสถียรภาพในการบริหารราชกิจ จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์หมิงของชาวฮั่นต้องล่มสลาย และอาณัติสวรรค์ตกไปอยู่ในมือราชวงศ์ชิงของชาวหม่านจู๋ในท้ายที่สุด

เมื่อกล่าวถึงราชวงศ์ชิงและสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการว่าราชการหลังม่าน ผู้คนส่วนใหญ่คงนึกถึงพระนางฉือสี่ไท่โฮ่ว/ซูสีไทเฮา (慈禧太后) ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุดในช่วงปลายราชวงศ์ชิง แท้จริงแล้วในช่วงต้นยังปรากฏสตรีนางหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อเสถียรภาพและความรุ่งเรืองของราชวงศ์ สตรีนางนั้นคือพระนางเสี้ยวจวงไท่โฮ่ว (孝莊太后) ผู้เป็นอัครมเหสีของจักรพรรดิชิงไท่จง (清太宗) พระพันปีหลวงในรัชสมัยจักรพรรดิชิงซื่อจู่ (清世祖) และพระอัยยิกาเจ้าในรัชสมัยจักรพรรดิชิงเซิ่งจู่ (清圣祖)

หลังจากชิงไท่จงสวรรคตและชิงซื่อจู่สืบราชบัลลังก์ พระนางเสี้ยวจวงสงวนบทบาทในฐานะพระพันปีหลวงและไม่ข้องแวะราชกิจ ทว่าเมื่อชิงซื่อจู่สวรรคตขณะอายุได้ 24 ปี และชิงเซิ่งจู่ขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 8 ปี นางจำต้องเข้ามามีบทบาทในราชสำนักมากขึ้น โดยได้แต่งตั้งขุนนางใหญ่ 4 คนขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนชิงซื่อจู่ เหตุที่พระราชชนนีของชิงเซิ่งจู่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระนางเสี้ยวจวงจึงรับหน้าที่เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจักรพรรดิน้อยจนเติบใหญ่ เมื่อเห็นว่าอิทธิพลของผู้สำเร็จราชการเอ๋าไป้ (鰲拜) มีมากเกินไปและอาจเป็นภัยคุกคามราชบัลลังก์ นางก็ได้ช่วยเหลือชิงเซิ่งจู่ในการกำจัดเสี้ยนหนามและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง จนเป็นรากฐานทำให้รัชสมัยของชิงเซิ่งจู่รุ่งเรืองและยาวนานถึงเกือบ 62 ปี

การกำหนดบทบาทตนเองของพระนางเสี้ยวจางไท่โฮ่วกับพระนางฉือสี่ไท่โฮ่วแตกต่างกันมาก ขณะที่พระนางเสี้ยวจางพยายามจำกัดบทบาทของตนเองไว้ใช้ในคราวจำเป็น พระนางฉือสี่กลับแทรกแซงราชกิจให้ดำเนินไปในแนวทางที่ตนต้องการเท่านั้น ทั้งยังกำจัดเสี้ยนหนามและศัตรูทางการเมืองอย่างไม่เลือกหน้าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ว่าราชการหลังม่าน หลังจากจักรพรรดิชิงเหวินจง (清文宗) สวรรคต พระนางฉือสี่รับตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกันพระนางฉืออัน (慈安) ซึ่งเคยเป็นอัครมเหสีของจักรพรรดิชิงเหวินจงมาก่อน ทั้งสองเริ่มว่าราชการหลังม่านร่วมกันในรัชสมัยของจักรพรรดิชิงมู่จง (清穆宗) เมื่อชิงมู่จงสวรรคต จักรพรรดิชิงเต๋อจง (清德宗) ขึ้นครองราชย์ขณะมีอายุเพียง 4 ปี พระนางทั้งสองได้เป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกันอีก แต่ภายหลังพระนางฉืออันสิ้นใจอย่างปัจจุบันทันด่วน พร้อมเสียงร่ำลือว่าพระนางฉือสี่เป็นผู้บงการให้วางยาพิษเพราะต้องการรวบอำนาจไว้แต่ผู้เดียว

พระนางฉือสี่ว่าราชการแทนชิงเต๋อจงนับแต่ขึ้นครองราชย์มาโดยตลอด แม้ชิงเต๋อจงจะเริ่มว่าราชการเองอย่างเป็นทางการเมื่ออายุได้ 19 ปี แต่นางยังทรงใช้อิทธิพลชี้นำทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินอยู่เช่นเคย จนลุปี 1898 เมื่อชิงเต๋อจงว่าราชการเองได้ราว 9 ปี พระนางฉือสี่ประกาศวางมือจากราชสำนัก เปิดโอกาสให้ชิงเต๋อจงดำเนินนโยบายปฏิรูปการปกครองและสร้างความทันสมัยให้แก่ประเทศ ทว่าการปฏิรูปดำเนินไปได้เพียงร้อยวัน พระนางฉือสี่ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวได้กลับเข้ายึดอำนาจการปกครอง อัญเชิญชิงเต๋อจงไปประทับยังตำหนักกลางน้ำ แล้วว่าราชการในนามจักรพรรดิจนถึงปี 1908 ก่อนนางสิ้นใจเพียงหนึ่งวันได้บัญชาให้วางยาพิษปลงพระชนม์จักรพรรดิชิงเต๋อจง เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อตนตายไปแล้วชิงเต๋อจงจะไม่กลับมาดำเนินนโยบายปฏิรูปอีก

เส้นทางชีวิตของพระนางฉือสี่กับพระนางอู่เจ๋อเทียนไม่แตกต่างกันมากนัก เริ่มต้นจากการเป็นสนมนางหนึ่งในราชสำนักแล้วไต่เต้าจนได้เป็นพระอัครมเหสี เมื่อจักรพรรดิสวรรคตก็กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในฐานะพระพันปีหลวงและในฐานะพระอัยยิกาเจ้า ทว่าผลลัพธ์ของการบริหารราชการแผ่นดินของทั้งสองแตกต่างกันยิ่ง แนวนโยบายการปฏิรูปของพระนางอู่เจ๋อเทียนสร้างเสถียรภาพและความรุ่งเรืองให้ราชวงศ์ถังไปอีกหลายร้อยปี ขณะที่แนวนโยบายการไม่ปฏิรูปของพระนางฉือสี่ส่งผลให้ระบอบการปกครองภายใต้องค์จักรพรรดิที่ยาวนานกว่าสองพันปีถึงกาลอวสานหลังจากนางสิ้นใจเพียงไม่นาน

 

© 2011 กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์.
สงวนลิขสิทธิ์สำหรับวัตถุประสงค์ทางการค้า. 

Related Posts: